บทความ
รายงาน : เก็บตก ACMECS กระทุ้งรัฐให้ความรู้ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม


                  พัฒนาการท่องเที่ยว (สพท.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เป็นเจ้าภาพจัดโครงการฝึกอบรมพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการท่องเที่ยวให้แก่ผู้แทนประเทศสมาชิกในกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง หรือ ACMECS ที่ จ.สุโขทัย
       
                  กิจกรรมดังกล่าวอยู่ภายใต้โครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวสังวาลย์มรดกแห่งเอเชีย ซึ่งได้รับความร่วมมือจากองค์การการท่องเที่ยวโลก ที่ต้องการให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในลักษณะที่เชื่อมโยงเป็นภูมิภาค
       
                  โดยที่ประเทศในกลุ่ม ACMECS มีจุดเด่นอยู่ที่มีเมืองประวัติศาสตร์ และเมืองวัฒนธรรม 5 แห่ง ซึ่งประกอบด้วย อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และศรีสัชนาลัย (ประเทศไทย) พุกาม (ประเทศพม่า) นครวัด (ประเทศกัมพูชา) หลวงพระบาง (ประเทศลาว) และเมืองโบราณเว้ (ประเทศเวียดนาม)
       
                  ถ้ามีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมร่วมกันอย่างมียุทธศาสตร์ สามารถที่จะจัดทำแผนเพื่อขอเงินสนับสนุนการสร้างระบบสาธารณูปโภคกับองค์กรระดับโลก เช่น ยูเนสโก เอดีบี เป็นต้น ซึ่งก่อนหน้านี้มีการศึกษาของ WTO พบว่าแหล่งท่องเที่ยวทั้ง 5 เมือง มีศักยภาพที่จะจูงใจให้นักท่องเที่ยวเข้ามาหาความรู้ โดยกลุ่มเป้าหมายหลักอยู่ที่นักท่องเที่ยวจากประเทศยุโรป อเมริกา และเอโชเนีย
      
       ทาง สพท. จึงจัดทำแผนปฏิบัติการ 10 ปี (25448-2557) ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวให้ได้ 6.30 ล้านคน จากปัจจุบันที่มีจำนวน 2.46 ล้านคน เพื่อจะสร้างรายได้เข้าพื้นที่รวม 2,100 ล้านเหรียญสหรัฐ จากรายได้ขณะนี้เพียง 461 ล้านเหรียญสหรัฐ และเพิ่มวันพักเฉลี่ยจาก 2.5 วัน เป็น 3.5 วัน โดยที่ค่าใช้จ่ายต่อคนต่อวัน เพิ่มจาก 75 เหรียญสหรัฐ เป็น 100 เหรียญสหรัฐ
      
       โครงการอบรมครั้งนี้ มีหลายกิจกรรมที่หยิบยกมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างทั้ง 5 ประเทศ ตั้งแต่การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรคของทั้ง 5 ประเทศ การเดินทางที่มีแผนว่าบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด ผู้ให้บริการสายการบินบางกอกแอร์เวยส์ อาจจะเชื่อมเส้นทางการบินไป-กลับสำหรับ 5 เมือง 5 ประเทศ หรือความเป็นไปได้ที่จะมีวีซ่า 5 เมือง แนวทางที่จะจัดทำแผนการตลาดร่วมกัน รวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ และการถ่ายทอดเทคโนโลยี เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทั้งโบราณสถาน โบราณวัตถุ รวมถึงวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต
      
       ไม่ว่าผลสรุปของโครงการนี้ จะนำไปสู่ความร่วมมือในลักษณะใด แต่สิ่งแรกที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ คือ การสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงกันระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน ผู้เป็นตัวแทนจากทั้ง 5 ประเทศที่มาเข้าร่วม
      
       ในขณะที่ภาครัฐพยายามจะสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับประเทศต่างๆ เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน แต่กลับมีบางประเด็นที่น่าสนใจจากทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ นักวิชาการโบราณคดี และที่ปรึกษาธุรกิจ ที่สะท้อนมุมมองให้เห็นถึงการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของไทยนั้น แท้จริงแล้วอาจยังไปไม่ถึงไหน
      
       ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เลขาธิการ มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ ในฐานะเจ้าภาพที่ สพท. มอบหมายภารกิจเป็นผู้ดำเนินการจัดประชุมครั้งนี้ ให้ความเห็นว่า ประเทศไทยยังไม่มีความรู้เรื่องการท่องเที่ยว ทำให้ขาดการอนุรักษ์ และพัฒนาการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน
      
        ด้วย 4 องค์ประกอบที่สำคัญ คือ 1. ต้องมีจุดเริ่มต้นมาจากรัฐบาล ที่ต้องเป็นผู้นำในการกำหนดนโยบาย และแผนธุรกิจของทั้ง 5 เมือง ขณะเดียวกันก็ต้องให้ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาควิจัยเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ซึ่งจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อภาครัฐเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการทำงานให้แตกต่างจากที่ผ่านมา
      
       2. ต้องมีรัฐบาลท้องถิ่นอย่างองค์กรบริหารส่วนตำบล (อบต.) และองค์กรบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น รวมถึงภาคชุมชนด้วย ที่ต้องมีความรู้ และรู้สึกหวงแหนวัฒนธรรมของท้องถิ่น เพราะถ้าคนในชุมชนไม่รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ ก็จะยังคงไม่มีเจ้าภาพดูแลอย่างชัดเจนได้
      
       3.ภาคเอกชน ต้องไม่มุ่งแสวงกำไร ไม่เน้นประโยชน์ระยะสั้น แต่เน้นความนั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ ทั้ง 3 ข้างต้น ต้องทำงานร่วมกันเป็นทีมเวิร์ค สร้างเครือข่าย และทำวิจัย และที่สำคัญ คือ ต้องมีการนำไปสู่การปฏิบัติให้เกิดความต่อเนื่อง และติดตามผลด้วย
      
       ด้าน ศ.พุฒ วีระประเสริฐ นักวิชาการจากคณะโบราณคดี ม.ศิลปากร ให้ความเห็นว่า การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม มีทั้งที่เป็นการศึกษาอดีต เช่น ประวัติศาสตร์ โบราณสถาน โบราณคดี และการศึกษาปัจจุบัน อย่าง วิถีชีวิตคน
      
       ดังนั้น สิ่งที่ต้องพัฒนา คือ ทรัพยากรมนุษย์ทั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการอนุรักษ์คุณค่าทางประวัติศาสตร์ และมรดกทางวัฒนธรรม และประชาชนในท้องถิ่น ที่ต้องตระหนัก และภูมิใจ เพราะมีความใกล้ชิดมากกว่าภาครัฐ
      
       นอกจากนี้ผู้ประกอบการธุรกิจเองก็ต้องพัฒนาพนักงานผู้ให้บริการ เช่น ไกด์ให้มีความรู้เชิงวัฒนธรรมด้วย เพราะการท่องเที่ยวในลักษณะนี้เป็นการให้ความรู้ด้วย และไกด์ก็เป็นเสมือนฑูตทางวัฒนธรรม การแสดงทางวัฒนธรรมจึงไม่ใช่เพียงการโชว์เท่านั้น แต่ต้องมีการวางแผนว่าจะให้นักท่องเที่ยวเรียนรู้ และได้ประสบการณ์ทางวัฒนธรรมจากประเทศไทยอย่างไร และที่สำคัญ ต้องเข้าใจความสามารถในการรองรับของโบราณสถานต่างๆ ด้วย
      
       “เท่าที่เห็นในปัจจุบัน มีแต่พาไปดูโชว์ทางวัฒนธรรม เช่น ดูโขน แต่อธิบายไม่ได้ว่าสำคัญกับวัฒนธรรมไทยอย่างไร ซึ่งมันแค่การพาเขามาถ่ายรูปแล้วจบ ไม่ได้ลงไปสู่มิติที่ลึกซึ้ง ยังไม่มีการลงทุนความรู้”
      
       ทั้งนี้ ศ.พุฒ ทิ้งท้ายไว้ว่า การพัฒนาคนของธุรกิจนี้ ยังต้องอาศัยกฎระเบียบของภาครัฐเข้ามาควบคุมด้วย เช่น ในเยอรมนี จะมีการสอบวัดความรู้ไกด์ทุก 2 ปี นอกจากนี้รัฐยังต้องสนับสนุนให้คนในท้องถิ่นอนุรักษ์วัฒนธรรมของตนด้วย
      
       สำหรับ Joseph Ho ที่ปรึกษาทางธุรกิจจาก Chira Academy ให้ความเห็นเช่นเดียวกับ ศ.พุฒ ที่ต้องเน้นให้ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมกับเจ้าหน้าที่ และพนักงานในธุรกิจ อย่างไรก็ดี บทบาทสำคัญของการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนได้ ภาครัฐต้องร่วมมือกับเอกชน
      
       “บทบาทของรัฐต้องทำตั้งแต่สำรวจความต้องการบุคลากรด้านนี้ และพัฒนาคนขึ้นมา รวมไปถึงการกำหนดกฎระเบียบเพื่อจะอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุของชาติ รวมถึงให้การศึกษาแก่ประชาชน ขณะที่ภาคเอกชนจะมีจุดเด่นที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีความยืดหยุ่น และปรับตัวตามสภาพแวดล้อมได้รวดเร็วกว่า เพียงแต่มักมองผลประโยชน์ในระยะสั้นมากกว่าสนใจการพัฒนาอย่างยั่งยืน” Joseph Ho กล่าว
 
 


โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 9 กันยายน 2548 16:01 น.

[ Back On Top ]
ข้อมูลพื้นฐานประเทศสมาชิก
กัมพูชา
ลาว
พม่า
เวียดนาม
à·ÃÒ«Í¿µì