บทความ
เจ้าสัว แลกหมัดซีอีโอ


                   เราอาจจะได้ยินท่านวิพากษ์โครงสร้างสินค้าส่งออก โดยพุ่งเป้าไปที่สินค้าที่คนคิดว่า เป็นตัวผลักดันให้การส่งออกไทยเติบโตในอัตราสูงนั้น ซึ่งได้แก่ สินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า

                   ตามกำหนดการที่วางไว้ตั้งแต่สัปดาห์ก่อน ในวันนี้ ( 23 ธ.ค.) ท่านนายกรัฐมนตรีมีกำหนดการ ที่จะพบกับนักธุรกิจชั้นนำระดับเจ้าสัว ซึ่งตามข่าวจะมีประมาณ 1,500 คน ถ้าใครลองทำตัวเลขดูอาจจะพบว่า มูลค่าทรัพย์สินที่ท่านเหล่านี้ครอบครองรวมกับท่านนายกรัฐมนตรี อาจจะมีสัดส่วนถึง 80% ของทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ในประเทศนี้

                   สำหรับนักข่าวที่วางแผนล่วงหน้าประเด็นพื้นฐานที่คงให้ความสนใจก็คือ นายกรัฐมนตรีจะว่าอย่างไร และทางฝ่ายเจ้าสัวจะว่าอย่างไร

                   ตามปกติรูปการณ์น่าจะเป็นว่า นายกรัฐมนตรีก็คงจะแสดงวิสัยทัศน์และ บรรยายอะไรของท่านไป นักข่าวก็ทำข่าว พอบรรยายจบก็แยกย้ายกันกลับ ระหว่างนั้นนักข่าวก็จะเป็นผึ้งแตกรัง ตามประกบเจ้าสัวที่เป็นแหล่งข่าวเพื่อถามคอมเมนท์ แล้วก็ช่วยกันมาปะติดปะต่อ เป็นข่าวในวันถัดมา แน่นอนว่าเจ้าสัวจะต้องคอมเมนท์ดีไว้ก่อน เพราะเจ้าสัวชอบรัฐบาลชุดนี้

                   ก็คงจะเป็นอย่างนั้นหากไม่มีข่าวว่า สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จะนำเสนอสมุดปกขาวการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งๆ ที่สมุดปกขาวนี้ได้เคยมอบให้กับนายกรัฐมนตรีไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อนในการประชุมสัมมนาหอการค้าไทยทั่วประเทศ ครั้งที่ 22 ที่นครศรีธรรมราช

                   พูดง่ายๆ คือ งานนี้ฝ่ายเจ้าสัวจะไม่ยอมนั่งฟังซีอีโอ ฝ่ายเดียว แต่ขอพูดผ่านสมุดปกขาว ซึ่งแม้สาระจะเป็นแบบเดิม แต่ก็ยังดีกว่านั่งเงียบอยู่ฝ่ายเดียว

                   ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา มีการพบปะกันระหว่างนายกรัฐมนตรีกับตัวแทนภาคเอกชนหลายสิบรอบ โดยแรกเริ่มเดิมทีฝ่ายตัวแทนภาคเอกชน ก็คงจะคิดว่าเหมือนกับการพบปะนายกรัฐมนตรีคนก่อนๆ ก็เลยมีข้อเสนอที่เราคุ้นๆ อยู่ เช่น ขอนั่น ขอนี่ กับรัฐบาล ซึ่งที่มักจะขอกันมากที่สุดคือ เรื่องภาษี สิทธิประโยชน์ และการปกป้องตลาด

                   ว่ากันว่า ท่านนายกฯซีอีโอไม่พอใจ คำขอแบบนี้มาก เข้าทำนองว่า กี่ปีกี่ชาติก็คิดกันอยู่แค่นี้หรือ มีอยู่ช่วงหนึ่งถึงกับมีการสื่อสารออกมาว่า ถ้าจะมาแบบนี้ก็ไม่ต้องมาก็ได้

                   เจอไม้นี้บรรดาเจ้าสัว เลยถอยทัพไปปรับ "กระบวนทัศน์" การนำเสนอสมุดปกขาวกันใหม่ จนกลายเป็นข้อเสนอที่ยื่นให้นายกฯซีอีโอ ที่นครศรีธรรมราช ซึ่งผมลองมานั่งอ่านดู เห็นว่า มีแทคติคในการนำเสนอที่คมคายเอาการ

                   เนื่องจากเจ้าสัวเริ่มรู้จักเสนอแผนยุทธศาสตร์หลัก 3 เรื่องคือ Cluster, ACMECS และ Logistics ซึ่งเห็นว่าจะมีความเชื่อมโยงที่จะนำไปสู่การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างครบวงจร กล่าวคือ ยุทธศาสตร์ Cluster เน้นการพัฒนาศักยภาพของตัวธุรกิจเอง โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ให้มีความเข้มแข็ง

                   ขณะที่ยุทธศาสตร์ ACMECS จะเป็นการขยายช่องทางการตลาดให้มากขึ้น รวมทั้งเป็นการช่วยประเทศเพื่อนบ้านให้มีการพัฒนาด้านเศรษฐกิจดีขึ้น และยุทธศาสตร์ Logistics ซึ่งจะทำให้การค้าการลงทุนทั้งในประเทศ และประเทศเพื่อนบ้านเป็นจริงได้ด้วยการมีโครงข่ายการขนส่งที่สะดวกรวดเร็ว เอื้อต่อการขนส่ง และการท่องเที่ยว และที่สำคัญจะช่วยลดต้นทุน เป็นการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอีกทางหนึ่ง

                   ดูโดยผิวเผินก็เรื่องที่ใครจะเสนอขึ้นมาก็ได้ แต่ทีมเจ้าสัวย้ำว่า ยุทธศาสตร์แรก คือ การพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจ (Cluster) ที่ผ่านมาหอการค้าไทย ได้สนับสนุนให้ภาคธุรกิจ ภาคการผลิต และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรวมกลุ่ม และร่วมมือกัน เพื่อศึกษาปัญหา คิดค้นวิจัยพัฒนา และร่วมแก้ปัญหาอุปสรรคต่างๆ โดยการจัดตั้ง "Cluster" สินค้า เพื่อสร้างความเข้มแข็งในกลุ่ม ขณะนี้ได้มีการรวมกลุ่มได้แล้ว 119 โครงการ ใน 51 จังหวัด

                   ส่วนยุทธศาสตร์ที่สอง คือ ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน คือ กัมพูชา ลาว พม่า และไทย หรือที่เรียกกันว่า ACMECS เจ้าสัวออกหมัดว่า จากการประสานงานที่ผ่านมา การดำเนินงานยังไม่ก้าวหน้ามากนัก หอการค้าไทยจึงขอเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาในระดับการปฏิบัติ เพื่อให้บังเกิดผลโดยเร็ว

                   ส่วนหมัดสุดท้ายคือ ยุทธศาสตร์สุดท้ายคือ ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบ Logistics เพื่อรองรับการเป็น "ศูนย์กลางอินโดจีน" หอการค้าไทยเสนอ 5 โครงการเร่งด่วน เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันในทันที

                   เอาเป็นว่างานนี้ นายกฯซีอีโอ เจอการบ้านที่ต้องเอากลับไปทำ พอเล่าเรื่องที่ว่าทางเจ้าสัว โดยสภาหอการค้า จะเอาอะไรมาดวลกับนายกฯซีอีโอ คราวนี้ ก็ต้องมาดูว่าทางนายกฯซีอีโอ จะโยนอะไรลงมาบ้าง

                   เราอาจจะได้ยินท่านวิพากษ์โครงสร้างสินค้าส่งออก โดยพุ่งเป้าไปที่สินค้าที่คนคิดว่า เป็นตัวผลักดันให้การส่งออกไทยเติบโตในอัตราสูงนั้น ซึ่งได้แก่ สินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งท่านจะบอกว่าคนไทยมีสัดส่วนความเป็นเจ้าของน้อยมาก และถึงแม้จะมีมูลค่าการส่งออกสูงที่สุดก็จริง แต่กลับสร้างรายได้ให้กับประเทศไม่ถึง 10% เพราะเป็นสินค้าที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศเข้ามาเป็นมูลค่าสูงไม่ต่างจากมูลค่าส่งออก

                   เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเศรษฐกิจไทยจะมีส่วนที่เป็นรายได้จากส่งออกสุทธิไม่ได้มากอย่างที่คิด ดังนั้น ถ้าหากเราสามารถผลิตสินค้าที่มีส่วนต่างกำไรที่เป็นของคนไทยเพิ่มมากขึ้น ก็จะทำให้มูลค่าของเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

                   ต่อจากนั้นก็คงมีการเสนอสิ่งที่เรียกว่า "การสร้างมูลค่าให้กับเศรษฐกิจไทย" ซึ่งก็คือการสร้างมูลค่าให้กับสินค้าและบริการของไทย ที่ทำได้โดยการเติมปัจจัยการผลิตที่มาจากไอเดีย หรือทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งการเติมทักษะ หรือวัฒนธรรมที่เป็นของไทยลงไปในสินค้าและบริการ ซึ่งจะทำให้สินค้าไทยมีราคาขายต่อหน่วยที่สูงขึ้น และเมื่อหักต้นทุนแล้วยังเหลือส่วนต่างที่คุ้มค่ากับทรัพยากรของประเทศที่ใช้ไป สิ่งๆ นี้ มีคำเรียกภายในรัฐบาลว่า Value Creation

                   นี่ก็จะกลายเป็นการบ้านที่ให้เจ้าสัวเอากลับไปทำบ้าง หากจะยังเลือกพรรคไทยรักไทย กลับมาเป็นรัฐบาลอีก 4 ปี


วิถีทุน : จุมพฏ สายหยุด  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2547

[ Back On Top ]
ข้อมูลพื้นฐานประเทศสมาชิก
กัมพูชา
ลาว
พม่า
เวียดนาม
à·ÃÒ«Í¿µì