การมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล ฯพณฯ บัวสอน บุบผาวัน นายกรัฐมนตรี แห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในระหว่างวันที่ 17-18 ธันวาคม 2549 ได้มีการหารือข้อราชการแบบเต็มคณะ ก่อนรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจะ ลงนามความตกลงร่วมกัน 7 ฉบับ โดยเรื่องหลักๆ มีดังนี้
ความร่วมมือด้านไฟฟ้าและพลังงาน
โครงการแรก ความร่วมมือด้านไฟฟ้าและพลังงาน เพื่อยืนยันเจตนารมณ์ของไทยที่จะให้การสนับสนุนลาว พัฒนาสู่การเป็นแหล่งพลังงานสำรองในอนุภูมิภาค ("Battery of Asia") รัฐบาลไทย-ลาว ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาไฟฟ้าในลาวเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2536 ให้ความร่วมมือพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าใน สปป.ลาว เพื่อจำหน่ายให้แก่ไทยจำนวน 1,500 เมกะวัตต์ ภายในปี 2543
ต่อมาได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจฉบับที่ 2 เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2539 ขยายการรับซื้อไฟฟ้าให้ได้ปริมาณ 3,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2549
ก่อนหน้านี้ในการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมไทย-ลาวอย่างไม่เป็นทางการที่แขวงจำปาสักและจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2547 ทั้ง สองฝ่ายก็ได้ให้ความเห็นชอบให้คงมีความร่วมมือด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยฝ่ายไทย จะยังคงใช้หลักการจัดทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (power purchase agreement-PPA) เป็นพื้นฐานในการรับซื้อไฟฟ้า จากลาว และให้กลุ่มผู้ลงทุนเริ่มเจรจากับ กฟผ.เรื่อง PPA ได้สำหรับโครงการน้ำงึม 2 โครงการน้ำงึม 3 โครงการหงสาลิกไนต์ โครงการเทิน-หินบุน ส่วนขยายและโครงการน้ำเงี๊ยบขึ้นอยู่กับว่าโครงการใดมีความพร้อมก่อน
ซึ่งในปัจจุบันมีโครงการที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ บมจ.กฟผ.แล้ว 2 โครงการ รวม 313 เมกะวัตต์ ได้แก่ โครงการน้ำเทิน-หินบุน 187 เมกะวัตต์ และโครงการห้วยเฮาะ 126 เมกะวัตต์ มีโครงการที่ลงนาม PPA แล้ว 2 โครงการ ได้แก่ โครงการน้ำเทิน 2 กำลังการผลิต 920 เมกะวัตต์ และโครงการน้ำงึม 2 กำลังการผลิต 615 เมกะวัตต์ กำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2552 และปี 2554 ตามลำดับ
นอกจากนั้นยังมีแผนขยายการรับซื้อฟ้าจากลาว เนื่องจากปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าจากลาว จำนวน 3,000 เมกะวัตต์ ตามบันทึกความเข้าใจฯ ฉบับลงนามเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2539 จะสิ้นสุดภายในปี 2549 ประกอบกับไทย มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นในช่วง 5 ปี ตั้งแต่ปี 2550-2554 ประมาณ 1,400 เมกะวัตต์/ปี และ 2555-2559 ประมาณ 1,700 เมกะวัตต์/ปี จึงเห็นควรให้มีการปรัปบรุงบันทึกความเข้าใจ รับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว ให้สอดคล้องกับความต้องการไฟฟ้าของไทย
สำหรับฝ่ายลาวได้กำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติว่า ในปี 2563 ลาวจะมีเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำทั้งหมด 29 เขื่อน รวมกำลังผลิตไฟฟ้า 8,657 เมกะวัตต์ และในจำนวนนี้มีเป้าหมายที่จะขายไฟฟ้าให้ไทยจำนวน 5,000 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเป็นแหล่งสร้างรายได้ที่สำคัญของ สปป.ลาว
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2549 ในการพบปะหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทย-ลาวในช่วงการเยือน สปป.ลาวอย่างเป็นทางการ ของนายกรัฐมนตรี ฝ่ายลาวได้เสนอให้ไทยพิจารณาขยายการรับซื้อไฟฟ้าจากลาวเพิ่มจาก 3,000 เมกะวัตต์ เป็น 5,000 เมกะวัตต์ ซึ่งฝ่ายไทยรับที่จะพิจารณาด้วยดี
ต่อมาวันที่ 6 พฤศจิกายน 2549 คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ได้เห็นชอบในหลักการให้ขยายการรับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว จาก 3,000 เมกะวัตต์ เป็น 5,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2558 (ค.ศ.2015) เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทย ที่เพิ่มสูงขึ้น และเห็นชอบในหลักการ ต่อร่างบันทึกความเข้าใจ เรื่องความร่วมมือในการพัฒนาไฟฟ้าใน สปป.ลาว
ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2549 ในการเดินทางเยือน สปป.ลาวอย่างเป็นทางการของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ฝ่ายไทยได้แจ้งว่ายินดีขยายการรับซื้อไฟฟ้าจากลาวเพิ่มจาก 3,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2558 และขอทราบความชัดเจนของแผนพัฒนาไฟฟ้าแต่ละโครงการเพื่อบรรจุไว้ในแผนพัฒนาไฟฟ้าของไทย
วันที่ 21 พฤศจิกายน 2549 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบขยายการรับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2549 และจะได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ เรื่องความร่วมมือในการพัฒนาไฟฟ้าใน สปป.ลาวช่วงการเยือนไทยของนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว
Contract Farming ในลาว
โครงการที่ 2 contract farming หรือการเกษตรแบบมีสัญญา แนวคิดหลักของโครงการจะช่วยสนับสนุนวัตถุประสงค์หลักของ ACMECS ให้เกิดการจ้างงานและการพัฒนาในพื้นที่โดยเฉพาะบริเวณชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ในขณะเดียวกันให้ไทยสามารถนำเข้าพืชเป้าหมายมาเป็นวัตถุดิบใน การผลิตของไทย โดยเน้นพืชที่ปัจจุบันไทยนำเข้า จากนอกกลุ่มเพื่อนบ้าน โดยปริมาณดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรในประเทศ เนื่องจากมีปริมาณไม่มาก และเป็นการขยายผลจากสิ่งที่ปัจจุบันมีการลักลอบดำเนินการหรือมีการลงทุนดำเนินการอยู่บ้างแล้ว โดยช่วยแก้ปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรได้อย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนการดำเนินงาน contract farming ภายใต้กรอบ ACMECS จะทำให้รัฐบาลสามารถวางแผนการ ผลิตพืชเป้าหมายภายในประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ
โดยรัฐบาลได้วางแผนลงทุน contract farming ไว้ว่า ในปี 2548-2549 มีผู้ประกอบการเข้าร่วมจำนวน 46 ราย กำหนดพื้นที่เป้าหมายบริเวณชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน 318,920 ไร่ พืชเป้าหมาย 6 ชนิด ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดหวาน ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วเขียวผิวมัน และละหุ่ง รวม 290,430 ตัน ซึ่งผลการดำเนินการทั้ง 3 พื้นที่นำร่อง (ด้านลาวได้แก่ จังหวัดเลย-แขวงไชยบุรี) สามารถนำเข้าพืชเป้าหมาย ภายใต้มาตรการ ผ่อนปรนของโครงการได้ 3 ชนิด ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง และ ถั่วเขียวผิวมัน จำนวน 7,806 ตัน คิดเป็นร้อยละ 2.69 ของเป้าหมายตามแผนลงทุนที่ตั้งไว้ (290,430 ตัน) ทั้งนี้การนำเข้าผลผลิตจริงมีปริมาณมากกว่าร้อยละ 2.69 แต่เป็นการนำเข้านอกโครงการ
วันนี้ฝ่ายไทยได้ยกร่างบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับความร่วมมือด้าน contract farming และจะส่งให้ประเทศเพื่อนบ้านพิจารณาเรียบร้อยแล้ว
แต่อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ก็ยังมีปัญหาอุปสรรคอยู่บ้าง เพราะฝ่ายลาวยังขาดความเชื่อมั่นของนักลงทุนไทย เนื่องจากนักลงทุนบางรายได้ตั้งธุรกิจขึ้นมาเป็นการเฉพาะกิจ และไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลงกับ สปป.ลาวได้ ส่งผลให้ได้รับสิทธิประโยชน์จาก contract farming ล่าช้า หรือไม่ได้รับเลย
อีกทั้งการขอสัมปทานพื้นที่เพาะปลูกยังมีขั้นตอนซับซ้อน และเมื่อได้รับสัมปทานพื้นที่แล้ว ปรากฏว่ามีประชาชนอ้างสิทธิครอบครองที่ดิน ได้รับสัมปทาน ทางการลาวจึงไม่สามารถส่งมอบที่ดิน ให้บริษัทในจำนวนพื้นที่และเวลาที่กำหนด ส่งผลให้การจัดการในพื้นที่เกิดความล่าช้าและไม่เป็นไป ตามแผนที่ตั้งไว้
ขั้นตอนด้านพิธีการนำเข้าและส่งออกผลผลิตจาก contract farming ยังมีขั้นตอนยุ่งยากซับซ้อน มีค่าใช้จ่ายในการจัดการสูง ทำให้ต้องกำหนดราคารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรลาวในอัตราที่ต่ำพอสมควร เพื่อลดต้นทุนเรื่องการส่งออก และผลผลิตที่อาจจะเสียหาย จึงทำให้ราคาซื้อผลผลิตที่กำหนดไวขาดแรงจูงใจเกษตรกรลาว
นอกจากนั้น รูปแบบการลงทุนกับเกษตรกรลาว ส่วนใหญ่นักลงทุนไทยจะให้สินเชื่อกับเกษตรกรลาวโดยตรง หรือผ่านนักธุรกิจในลาว นักลงทุนไทยต้องให้สินเชื่อเกษตรกรลาวมากกว่าในไทย และยังมีความเสี่ยง ในการติดตามหนี้เสียมากขึ้น ส่งผลให้การลงทุนเป็นไปอย่างระมัดระวังและเติบโตอย่างช้าๆ หรือหยุดไปในที่สุด
ในการเยือน สปป.ลาวอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่าย ล่าสุด เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2549 จึงได้มีการหารือกันอีกครั้งหนึ่งเกี่ยวกับการทำ contract farming ใน สปป.ลาวให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยฝ่ายไทยได้ยืนยันให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมเอกชนไทยเข้าไปทำ contract ในลาวอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเสนอให้มีการทำ contract farming พืชสับปะรดเพิ่มเติม
และเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2549 รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้เยือน สปป.ลาวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง โดยครั้งนี้ได้นำบริษัทเอกชนไทย อาทิ บริษัทมาลีสามพราน บริษัทน้ำตาลมิตรผล ที่สนใจจะเข้าไปทำ contract farming ในลาวเข้าพบหารือกับ หน่วยงานลาวที่เกี่ยวข้อง
ทั้งสองฝ่ายได้มีโอกาสหารือข้อปัญหา และอุปสรรคในการทำงาน contract farming ร่วมกัน ประเด็นสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกัน คือ ปัญหาเรื่องการจัดหาที่ดินสำหรับโครงการในการนี้ฝ่ายลาวเห็นชอบในหลักการ ที่จะจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจสำรวจพื้นที่ร่วมกับฝ่ายไทย และ ขอให้บริษัทเอกชนไทยประสานรายละเอียด กับกระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ และคณะกรรมการแผนการลงทุนเพื่อกำหนดแนวทางดำเนินการต่อไป
จับมือพิสูจน์สัญชาติแรงงานลาว
นอกจากนั้น ยังมีเรื่องสำคัญที่ฝ่ายลาวได้หยิบยกมาหารือในการเยือนไทยครั้งนี้ด้วย คือ ความร่วมมือด้านแรงงานไทย-ลาวในปี 2550
หากย้อนกลับไปจะเห็นว่าไทยและลาวได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการจ้างแรงงานตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2545 ที่ผ่านมา จากนั้นทั้งสองฝ่ายได้หารือทั้งในระดับนโยบายและระดับเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อกำหนดแนวทางร่วมมือในการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง กำหนดขั้นตอนการจ้างแรงงาน และให้การคุ้มครองแรงงานสัญชาติของแต่ละฝ่ายอย่างเหมาะสม
ในปัจจุบันความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างไทย-ลาวได้มีความคืบหน้า ขึ้นตามลำดับ มีการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวสัญชาติลาวในไทย ฝ่ายลาวได้จัดส่งคณะเจ้าหน้าที่มาพิสูจน์สัญชาติแรงงานลาวในไทย ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2548
ข้อมูล ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2549 สรุปไว้ว่า มีแรงงานสัญชาติลาว มาขอรับการพิสูจน์สัญชาติจำนวน 43,788 คน จากที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในปี 2548 จำนวน 90,073 คน ได้รับการรับรอง 43,657 คน โดยได้ดำเนินการพิสูจน์สัญชาติถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2549
สำหรับแรงงานที่ได้รับอนุญาตทำงานและใบอนุญาตทำงานสิ้นสุดในวันที่ 30 มิถุนายน 2549 และยังไม่ได้รับการพิสูจน์สัญชาติ ครม.มีมติเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2549 อนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรชั่วคราวระหว่างรอการส่งกลับและทำงานต่อไปได้อีก 1 ปีสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2550
การนำแรงงานลาวกลุ่มใหม่มาทำงานในไทยโดยถูกกฎหมาย กรมการจัดหางานได้ส่งข้อมูลแจ้งความต้องการจ้างแรงงาน ของนายจ้างไทย ให้ฝ่ายลาวรับสมัครและคัดเลือกคนงาน จำนวน 52,106 คน ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2549 โดยขณะนี้ได้มีการจัดส่งแรงงานลาวมาทำงานในไทยแล้วจำนวน 4,672 คน
ล่าสุดกระทรวงแรงงาน สปป.ลาวได้เสนอให้มีการประเมินผลโครงการความร่วมมือพิสูจน์สัญชาติแรงงานลาว ที่เข้ามาทำงานในไทย (ตั้งแต่มิถุนายน 2548-สิงหาคม 2549) เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางร่วมมือแก้ไขปัญหาแรงงานลาว จำนวนประมาณ 20,000 คนที่ได้รับการพิสูจน์สัญชาติในไทยแล้วแต่ยังไม่ได้รับการประทับตราอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร รวมทั้งการแก้ไขปัญหาแรงงานลาวที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์สัญชาติอีกประมาณ 48,000 คน
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3855 (3055) |