ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2544-2548) มูลค่าการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปและสิ่งทอของกัมพูชาขยายตัวเฉลี่ยปีละร้อยละ 11 ขณะที่ผลผลิตคิดเป็นร้อยละ 12 ของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (GDP) แรงงานในอุตสาหกรรมนี้มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 65 ของแรงงานทั้งหมด การขยายตัวเป็นไปด้วยดีเพราะปัจจัยภายนอกเอื้ออำนวย โดยเฉพาะการที่สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปใช้มาตรการกีดกันสินค้าจากจีน ซึ่งจะมีผลถึงปี 2551 หลังจากนั้นกัมพูชาจึงจะเผชิญกับการแข่งขันอย่างจริงจังจากจีน ทั้งนี้ ระหว่างปี 2544-2548 สหรัฐฯ นำเข้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นทุกปี เฉลี่ยประมาณร้อยละ 5 ต่อปี โดยนำเข้าเพิ่มขึ้นจากจีน อินเดีย อินโดนีเซีย เวียดนามและกัมพูชา (มกราคม-สิงหาคม 2549 มีมูลค่า 1,351.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.9 ทำให้อันดับของกัมพูชาในการเป็นประเทศคู่ค้ากับสหรัฐฯ สูงขึ้นจาก 13 เป็น 9
อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมดังกล่าวของกัมพูชาก็มีปัญหา โดยโรงงานในกัมพูชาที่มีประสิทธิภาพและระบบบริหารจัดการได้มาตรฐานสากลมีเพียงร้อยละ 7 ของทั้งหมด ขณะที่แม้ค่าจ้างแรงงานถูก แต่ปัจจัยการผลิตอื่น ๆ มีต้นทุนสูง เช่น ไฟฟ้า ค่าขนส่ง ขั้นตอนการส่งออกล้าสมัยและยุ่งยาก ยังผลให้ผู้ประกอบการส่งออกต้องมีต้นทุนเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 5 ของมูลค่าการส่งออก นอกจากนี้ เรื่องค่าจ้างแรงงานก็มีแนวโน้มจะเป็นปัญหามากขึ้น โดยในปี 2549 มีการนัดหยุดงานสูงถึง 103 ครั้ง และมีข้อพิพาทแรงงาน 217 ครั้ง เทียบกับ 67 และ 148 ครั้งเมื่อปี 2548 ขณะที่ปัจจุบันสหภาพแรงงาน 14 แห่ง ซึ่งรวมถึงสหภาพแรงงานเสรีกัมพูชา (Free Trade Union Workers of Cambodia FTUWC) ซึ่งมีนายเจีย มุนี เป็นประธาน ยังคงมีท่าทีไม่เห็นด้วยกับการที่สหภาพแรงงานจำนวนหนึ่งซึ่งฝักใฝ่รัฐบาลทำข้อตกลงกับสมาคมโรงงานตัดเย็บผ้ากัมพูชา (Garment Manufacturers Association of Cambodia GMAC) ตามการไกล่เกลี่ยของสภาแรงงานของรัฐบาลที่จะปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำจากเดือนละ 45 เป็น 50 ดอลลาร์สหรัฐ (ระหว่างปี 2550-2553) โดยยืนยันว่าต้องการเพิ่มเป็นเดือนละ 55 ดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม สหภาพแรงงานที่ไม่เห็นด้วยก็ไม่ได้นัดหยุดงานตาที่ขู่ไว้ก่อนหน้านี้ หลังจากเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำกัมพูชาเตือนว่าการหยุดงานอาจส่งผลให้ผู้นำเข้าของสหรัฐฯ ยกเลิกคำสั่งซื้อจากกัมพูชา
|