เมื่อเวียดนามได้เป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (WTO) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2550 และต้องปรับแก้กฎหมายและระเบียบต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของ WTO และเปิดตลาดการค้าสินค้าและบริการเพิ่มมากยิ่งขึ้น
ธุรกิจการค้าบริการที่สำคัญในเวียดนาม ซึ่งนักธุรกิจไทยควรให้ความสนใจพิจารณา ได้แก่ 1) ธุรกิจการค้า (trading services) รวมทั้งการนำเข้า การส่งออกและการกระจายสินค้า (distribution service) รัฐบาลเวียดนามได้กำหนดหลักการเปิดตลาดธุรกิจการค้าบริการด้านการค้า ซึ่งรวมถึงการนำเข้าและส่งออกสินค้า และการกระจายสินค้าในเวียดนาม โดยให้นักลงทุนต่างประเทศที่จะลงทุนในธุรกิจบริการในด้านนี้จะต้องมาจากประเทศที่มีข้อตกลงการเปิดตลาดกับเวียดนามทั้งในกรอบความตกลงทวิภาคี หรือพหุภาคี (หรือเป็นสมาชิก WTO) และการลงทุนจะต้องเป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนดโดยรัฐบาลเวียดนาม รวมทั้งประเภทสินค้าที่จะสามารถทำการค้าจะต้องเป็นไปตามที่รัฐบาลเวียดนามกำหนด
สำหรับรายละเอียดในเรื่องระยะเวลา และประเภทสินค้า รัฐบาลเวียดนามได้กำหนดกฎเกณฑ์ในการเปิดตลาดธุรกิจบริการในด้านนี้เป็นระยะ ดังนี้ (1) ปี 2550 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นภายหลังที่เวียดนามเป็นสมาชิก WTO ให้นักลงทุนต่างประเทศทำการลงทุนร่วมกับฝ่ายเวียดนามเป็นสัดส่วน ร้อยละ 49 ต่อ 51 ในระยะเริ่มแรกก่อน (2) จากนั้น ในปี 2551 จะอนุญาตให้นักลงทุนต่างประเทศดังกล่าวสามารถขยายสัดส่วนการลงทุนในส่วนของตนในการลงทุนร่วมได้มากกว่า ร้อยละ 49 (3) และเมื่อถึงวันที่ 1 มกราคม 2552 จะอนุญาต ให้นักลงทุนต่างประเทศสามารถทำการลงทุนในธุรกิจด้านนี้โดยไม่จำกัดการถือครองหุ้น
ในส่วนของประเภทสินค้า รัฐบาลเวียดนามจะพิจารณาทยอยเปิดตลาดสินค้าให้แก่ การลงทุนร่วมในการประกอบการด้านธุรกิจการค้า โดยในระยะแรกเมื่อเวียดนามเป็นสมาชิก WTO จะอนุญาตให้การลงทุนร่วมระหว่างนักลงทุนต่างประเทศกับฝ่ายเวียดนามสามารถกระทำการเป็นตัวแทน หรือนายหน้า (commission agent) และประกอบการค้าส่งและค้าปลีกสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศและผลิตในเวียดนามอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ยกเว้น ซีเมนต์และปูนซีเมนต์อัดเม็ด (cement clinkers) ยางรถยนต์และจักรยานยนต์ กระดาษ รถแทรกเตอร์ ยานยนต์ จักรยานยนต์ เหล็กและเหล็กกล้า อุปกรณ์โสตทัศนศึกษา สุราและไวน์ และปุ๋ย จากนั้น จะอนุญาตให้ธุรกิจการลงทุนจากต่างประเทศสามารถกระทำการเป็นตัวแทน และค้าปลีกและค้าส่งสินค้ารถแทรกเตอร์ ยานยนต์ และจักรยานยนต์ได้นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 และเมื่อครบ 3 ปีภายหลังที่เวียดนามเป็นสมาชิก WTO หรือในปี 2553 จะอนุญาตให้ธุรกิจการลงทุนจากต่างประเทศกระทำการเป็นตัวแทน ค้าส่งและค้าปลีกสินค้าทุกประเภทได้โดยไม่จำกัด
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของบริการค้าปลีก การจัดตั้งร้านค้าขายปลีกจะต้องได้รับการอนุมัติจากกระทรวงการค้า และสำนักงานคณะกรรมการประชาชนในจังหวัดที่ร้านค้าดังกล่าวจะจัดตั้งขึ้น และการเปิดร้านค้าปลีกเป็นแห่งที่สอง จะต้องได้รับความเห็นชอบจากทางการของเวียดนามทั้งสอง ซึ่งจะพิจารณาจากรายงานการศึกษาความเหมาะสมในการเปิดร้านค้าดังกล่าว (economic need test) เป็นรายๆ ไป
ทั้งนี้ การยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจในด้านนี้ ธุรกิจการลงทุนต่างประเทศที่มีการลงทุนอยู่ในเวียดนามแล้ว จะต้องยื่นขอใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจการค้า และกระจายสินค้าเพิ่มเติมจากคณะกรรมการประชาชนของจังหวัด หรือสำนักงานนิคมอุตสาหกรรม หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ประสงค์จะจัดตั้งธุรกิจดังกล่าวขึ้นมา ส่วนธุรกิจการลงทุนต่างประเทศที่ยังไม่ได้ลงทุนในเวียดนาม จะต้องยื่นขอใบอนุญาตจัดตั้งบริษัทเพื่อประกอบการในด้านนี้กับคณะกรรมการประชาชนในจังหวัดที่ประสงค์จะจัดตั้งธุรกิจดังกล่าว
2) ธุรกิจการธนาคาร ธนาคารแห่งชาติของเวียดนามกำลังเสนอร่างระเบียบการลงทุนร่วมเพื่อก่อตั้งธนาคารพาณิชย์ในเวียดนามให้รัฐบาลเวียดนามพิจารณา ซึ่งมีกฎเกณฑ์ในการพิจารณาอนุญาตการลงทุนร่วมเพื่อก่อตั้งธนาคารพาณิชย์ในเวียดนามที่สำคัญ ดังนี้
(1) ธนาคารพาณิชย์ที่มีการจัดตั้งอยู่ในเวียดนามแล้ว และประสงค์จะทำการลงทุนร่วมเพื่อก่อตั้งธนาคารพาณิชย์แห่งใหม่ขึ้นในเวียดนาม โดยร่วมเป็นผู้ถือหุ้นก่อตั้ง (founding shareholder) นั้น จะต้องมีสินทรัพย์รวมกันไม่น้อยกว่า 20 แสนล้านด่ง (Dong) หรือประมาณ 1.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มีเงินลงทุนจดทะเบียน 1 แสนล้านด่ง หรือ 62.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีหนี้เสียไม่เกิน ร้อยละ 2
(2) ธนาคารพาณิชย์ที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่นี้จะต้องมีผู้ถือหุ้นรวมกันอย่างน้อย 100 คน และอย่างน้อย ผู้ถือหุ้นก่อตั้งในธนาคารดังกล่าว 3 คน จะต้องมีสินทรัพย์เป็นมูลค่า คนละ 2 แสนล้านด่ง หรือ 125 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่าในจำนวนสินทรัพย์ทั้งหมดของธนาคารฯ ที่ได้จดทะเบียนไว้ในการก่อตั้ง และผู้ถือหุ้นทั่วไปของธนาคารจะไม่ได้รับอนุญาตให้โอนหุ้นให้บุคคลภายนอกเป็นเวลา 3 ปีภายหลังการจัดตั้งธนาคาร และผู้ถือหุ้นก่อตั้งจะไม่ได้รับอนุญาตให้โอนหุ้นแก่บุคคลภายนอกจนกว่าจะครบ 5 ปีภายหลังการก่อตั้งธนาคาร
(3) ผู้ถือหุ้นที่เป็นนิติบุคคล (institutional shareholder) ในธนาคารจะไม่ได้รับอนุญาตให้ถือหุ้นได้มากกว่า ร้อยละ 20 ของจำนวนเงินทุนจดทะเบียนทั้งหมดของธนาคาร ส่วนผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดาจะไม่ได้รับอนุญาตให้ถือหุ้นได้มากกว่า ร้อยละ 10 ของจำนวนเงินทุนจดทะเบียนทั้งหมดของธนาคาร สำหรับผู้ถือหุ้นที่เป็นสถาบันการเงินและเป็นหุ้นส่วนสำคัญของธนาคารสามารถถือหุ้นได้ถึงร้อยละ 40 ของหุ้น หรือมากกว่า หากได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีเวียดนาม
(4) ธนาคารที่จัดตั้งขึ้นจะต้องมีขีดความสามารถทางการเงินและในการจัดการความเสี่ยงตามเกณฑ์มาตรฐานสากล Basel 1 และ Basel 2
(5) ทางการเวียดนามจะใช้เวลาพิจารณาการยื่นขอใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคาร เป็นอย่างน้อย 12 เดือน
อนึ่ง ธนาคารแห่งชาติของเวียดนามได้กำหนดให้วันที่ 1 เมษายน 2550 เป็นวันที่ทางการเวียดนามอนุญาตให้ธนาคารต่างประเทศสามารถก่อตั้งธนาคารสาขาขึ้นในเวียดนาม โดยธนาคารต่างประเทศเป็นเจ้าของกิจการทั้งหมด (100 per cent foreign-owned branches) ซึ่งได้มีคำขอก่อตั้งธนาคารสาขาในเวียดนามของธนาคารต่างประเทศ โดยธนาคารต่างประเทศเป็นเจ้าของกิจการทั้งหมดแล้ว รวม 8 คำขอ ซึ่งทางการเวียดนามยังไม่ได้พิจารณาให้ใบอนุญาตแก่ธนาคารใด เนื่องจากกำลังพิจารณาเกณฑ์ที่เหมาะสมในการพิจารณาอนุมัติ ซึ่งหนึ่งในเกณฑ์การพิจารณาดังกล่าว ได้แก่ ธนาคารต่างประเทศที่จะขอก่อตั้งสาขาในเวียดนามโดยเป็นกิจการของธนาคารต่างประเทศทั้งหมดจะต้องมีสินทรัพย์รวมกันไม่น้อยกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
3) ธุรกิจการประกัน บริษัทประกันในต่างประเทศที่ประสงค์จะจัดตั้งบริษัทประกัน ซึ่งบริษัทต่างประเทศเป็น เจ้าของกิจการทั้งหมดในเวียดนาม หรือทำการลงทุนร่วมกับบริษัทประกันของเวียดนามจะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ ดังนี้
(1) บริษัทประกันในต่างประเทศดังกล่าวจะต้องมีใบอนุญาตจากประเทศของตนในการอนุมัติให้จัดตั้งบริษัทประกันของบริษัทขึ้นในเวียดนาม และบริษัทจะต้องดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมายในประเทศของตนมาเป็นเวลาอย่างน้อย 10 ปี
(2) บริษัทประกันในต่างประเทศดังกล่าวจะต้องมีสินทรัพย์รวมกันไม่น้อยกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะต้องมีผลการประกอบการที่ได้รับผลกำไรในช่วง 3 ปีล่าสุดก่อนที่จะขอจัดตั้งบริษัทประกันในเวียดนาม
(3) บริษัทประกันในต่างประเทศที่ประสงค์จะก่อตั้งบริษัทประกันที่เป็นเจ้าของกิจการทั้งหมดจะต้องยื่นคำขอจัดตั้งบริษัทประกันให้กระทรวงการคลังเวียดนามพิจารณา และภายใน 30 วันที่ได้รับใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจการประกันในเวียดนาม บริษัทดังกล่าวจะต้องทำการประชาสัมพันธ์ข่าวสารการจัดตั้งบริษัทในสื่อมวลชนในเวียดนามและต่างประเทศเป็นเวลาติดต่อกัน 5 วัน โดยข้อมูลที่ต้องทำการประชาสัมพันธ์ ได้แก่ เลขที่ใบอนุญาตในการประกอบกิจการประกัน ที่อยู่และการติดต่อกับสำนักงานใหญ่ของบริษัท บริษัทสาขา หรือบริษัทตัวแทน ประเภทการประกันและบริการที่เสนอให้บริการ และข้อมูลอื่นๆ ที่ควรทำการประชาสัมพันธ์
4) ธุรกิจบริษัทจัดการกองทุน ตลาดหลักทรัพย์ของเวียดนามได้กำหนดกฎเกณฑ์ในการพิจารณาอนุญาตให้นักลงทุนต่างประเทศก่อตั้งบริษัทจัดการกองทุนในเวียดนามว่า บริษัทจัดการกองทุนที่ประสงค์จะมีส่วนเกี่ยวข้องในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ในเวียดนามจะต้องจัดตั้งบริษัทสาขาในเวียดนาม หรือทำการลงทุนร่วมกับฝ่ายเวียดนามเพื่อเป็นบริษัทร่วมลงทุนจัดการกองทุน โดยการจัดตั้งบริษัทสาขาในเวียดนาม บริษัทจัดการกองทุนจะต้องมีการดำเนินงานมาเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี และมีสินทรัพย์ในการบริหารงาน (managing assets) เป็นมูลค่าอย่างน้อย 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ปัจจุบัน ตลาดหลักทรัพย์ของเวียดนามที่นครโฮจิมินห์ และกรุงฮานอยมีรายนามบริษัทที่มีชื่อให้ทำการแลกเปลี่ยนซื้อขายหุ้น จำนวน 193 บริษัท ซึ่งมีเงินทุนรวมกัน 19 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 35 ของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเวียดนาม
5) ธุรกิจตัวแทน (franchising) ก่อนปี 2549 เวียดนามได้จำกัดความหมายของการเป็นธุรกิจตัวแทน (franchising) ว่าเป็นรูปแบบของการถ่ายทอดเทคโนโลยี (technology transfer) ทำให้นักลงทุนต่างประเทศไม่สนใจที่จะประกอบธุรกิจตัวแทนในเวียดนาม เนื่องจากตามกฎหมายเกี่ยวกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีของเวียดนามได้ จำกัดจำนวนเงินค่าธรรมเนียม (royalties) ในการเป็นตัวแทนอย่างมากที่สุดไม่เกินร้อยละ 5 ของปริมาณการขายสุทธิ (net sale) ต่อมา ในปี 2549 รัฐบาลเวียดนามได้ปรับปรุงกฎหมายพาณิชย์ใหม่ ซึ่งรับรองว่า ธุรกิจตัวแทน (franchising) เป็นการประกอบการทางธุรกิจประเภทหนึ่ง ซึ่งแยกออกจากการถ่ายทอดเทคโนโลยี และกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจตัวแทนไว้กว้างๆ คือ ให้บริษัทแม่ (franchisors) จะต้องยื่นขอใบอนุญาตในการประกอบการจากกระทรวงการค้าเวียดนาม พร้อมเอกสารสัญญาการประกอบธุรกิจการเป็นตัวแทนระหว่างบริษัทแม่และบริษัทที่รับเป็นตัวแทน (franchisees) ในเวียดนาม และบริษัทที่รับเป็นตัวแทนนั้น จะต้องมีใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจที่ระบุไว้ในสัญญา เช่น ธุรกิจการเป็นตัวแทนภัตตาคาร บริษัทที่รับเป็นตัวแทนจะต้องมีใบอนุญาตในการประกอบกิจการภัตตาคาร
ต่อมา เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2550 ภายหลังที่เวียดนามได้เป็นสมาชิก WTO อย่างเป็นทางการ รัฐบาลเวียดนามได้จำกัดบทบาทของบริษัทต่างประเทศในการประกอบธุรกิจตัวแทนในเวียดนามมากขึ้น โดยให้ถือว่า กิจการธุรกิจตัวแทนเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจการกระจายสินค้า (distribution services) ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลเวียดนามตามกำหนดระยะเวลา ดังนั้น บริษัทแม่ในต่างประเทศที่สนใจจะประกอบธุรกิจการเป็นตัวแทนในเวียดนามจะต้องยื่นขอใบอนุญาตในการประกอบการต่อกระทรวงการค้าเวียดนามเพื่อทำการลงทุนร่วมกับฝ่ายเวียดนามในการจัดตั้งบริษัทตัวแทนขึ้นในเวียดนาม โดยบริษัทแม่ในต่างประเทศถือครองหุ้นในสัดส่วน ร้อยละ 49 ต่อ 51 จนถึงวันที่ 1 มกราคม 2551 จากนั้น จะอนุญาตให้บริษัทแม่ในต่างประเทศขยายสัดส่วนการถือครองหุ้นในบริษัทตัวแทนในเวียดนามได้มากกว่า ร้อยละ 49 และจากวันที่ 1 มกราคม 2552 จะอนุญาตให้บริษัทแม่ในต่างประเทศสามารถเป็นเจ้าของกิจการบริษัทตัวแทนดังกล่าวได้ทั้งหมด (100 per cent owned company) ทั้งนี้ การจัดตั้งร้านกิจการตัวแทนยังเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธุรกิจ Distribution services โดยจะอนุญาตให้จัดตั้งร้านธุรกิจตัวแทนร้านแรก แต่ร้านแห่งที่สอง หรือเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ บริษัทตัวแทนดังกล่าวจะต้องทำรายงานการสำรวจความต้องการทางเศรษฐกิจ (economic need test) ให้กระทรวงการค้าเวียดนามร่วมกับคณะกรรมการประชาชนในจังหวัดที่จะก่อตั้งร้านดังกล่าวร่วมกันพิจารณา
ที่มา : สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย |