สถาบันวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติลาวประเมินว่า โดยรวมแล้ว ในปี 2551 2553 ลาวจะสามารถรักษาอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ได้ที่ร้อยละ 7.5 8 ต่อปี อันเป็นผลมาจากการลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสาขาพลังงานและเหมืองแร่ เป็นอันดับหนึ่ง การท่องเที่ยวเป็นอันดับที่สอง และภาคเกษตรกรรมเป็นอันดับที่สาม ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเช่นนี้จะช่วยให้รัฐบาลลาวแก้ปัญหาความยากจนของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญที่ท้าทายลาวคือปัญหาราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าเพิ่มตามมา และจะกระทบต่อความมั่นใจของผู้บริโภคด้วย รัฐบาลลาวจึงจำเป็นจะต้องมีมาตรการทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเพื่อรับมือปัญหาที่จะเกิดตามมาจากภาวะราคาน้ำมันแพง รวมถึงภาวะขาดแคลนพลังงาน การแพร่ระบาดของไข้หวัดนก และภาวะโลกร้อน
ภาพรวมเศรษฐกิจลาวในปี 2550 ที่ผ่านมานั้นลาวได้ดุลการค้าเป็นครั้งแรกในระยะหลายปีที่ผ่านมา โดยลาวส่งออก 925 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐฯ นำเข้า 916 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ดุลร้อยละ 0.04 ทั้งนี้ สินค้าส่งออกที่ทำรายได้มากที่สุด คือ แร่ อันประกอบด้วยทองคำและทองแดง โดยมีมูลค่า 509 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐฯ รองลงมา คือ ผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย มูลค่า 143 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐฯ กระแสไฟฟ้า มูลค่า 74 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐฯ และ สินค้าเกษตร เช่น กาแฟ ข้าวโพด ข้าว เป็นต้น มูลค่า 70 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐฯ
ประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของลาว และได้เปรียบดุลการค้ามาโดยตลอด ซึ่งในปี 2550 มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศเท่ากับ 1.781 พันล้าน ดอลลาร์สหรัฐฯ ไทยได้ดุลการค้า 841.7 ล้าน ดอลลาร์สหรํฐฯ ทั้งนี้ สินค้าส่งออกสำคัญของไทย คือ น้ำมันสำเร็จรูป รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ส่วนสินค้านำเข้าจากลาว คือ สินแร่โลหะและเศษโลหะ เชื้อเพลิง ไม้ซุงหรือไม้แปรรูป พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช และถ่านหิน นอกจากนี้ ไทยยังเป็นประเทศที่เข้าไปลงทุนโดยรวมในลาวมากที่สุด โดยมีมูลค่าการลงทุน 1.335 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภาคการลงทุนที่สำคัญ คือ ภาคการค้า การเกษตร และเหมืองแร่ เช่น บริษัท ซีพีลาว บริษัท ช. การช่าง บริษัท อิตาเลี่ยน ไทย เป็นต้น อนึ่ง ในปี 2550 โครงการลงทุนจากต่างประเทศ ที่ได้รับอนุมัติ มีมูลค่ารวม 1.136 พันล้าน ดอลลาร์สหรัฐฯ
รัฐบาลลาวมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนในภาคเกษตร รวมถึงการลงทุนในรูปแบบการเกษตรแบบมีสัญญา (Contract Farming) โดยส่งเสริมให้ใช้ประโยชน์จากที่ดินและแรงงานในลาว ควบคู่กับเงินทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยที่ผ่านมา บริษัทไทยที่เข้าไปลงทุนในลักษณะนี้ เช่น เครือเจริญโภคภัณฑ์ บริษัทน้ำตาลมิตรผล อย่างไรก็ดี ในช่วงหลัง รัฐบาลลาวมีนโยบายชะลอการอนุมัติสัมปทานที่ดินขนาดใหญ่ซึ่งอาจส่งกระทบต่อการลงทุนประเภทนี้ได้
สำหรับแนวโน้มของเศรษฐกิจลาว ลาวตั้งเป้าให้ GDP ขยายตัวในปี 2551 2552 เติบโตร้อยละ 8 โดยให้มีสัดส่วนภาคเกษตรกรรมและป่าไม้ ร้อยละ 38.6 ภาคอุตสาหกรรม ร้อยละ 35.7 และภาคบริการ ร้อยละ 25.7 ลาวมุ่งให้รายได้ต่อหัวของประชากร (GDP per capita) อยู่ที่ 728 ดอลลาร์สหรัฐฯ และรักษาอัตราเงินเฟ้อไม่ให้เกินร้อยละ 6 ทั้งนี้มีแนวโน้มว่าค่าครองชีพจะสูงขึ้น เพราะลาวจะเริ่มลดภาษีตามกรอบข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ในปีนี้ ซึ่งลาวพิจารณาจะใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มมาเป็นรายได้ทดแทน จึงจะทำให้ภาระของผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับภาวะราคาน้ำมันในตลาดโลก ก็จะยิ่งทำให้ต้นทุนการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้นอีก
รัฐบาลลาวยังมีท่าทีให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยลาวได้ยกระดับคณะกรรมการแผนการและการลงทุนขึ้นเป็นกระทรวง (Ministry of Planning and Investment) และรัฐบาลลาวยังมีแผนที่จะเปิดตลาดหลักทรัพย์ ในปี 2553 เพื่อเป็นช่องทางให้บริษัทท้องถิ่นในลาวได้ระดมทุน ทั้งนี้รัฐบาลลาวได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการพัฒนาตลาดทุน (Capital Market Development) กับตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้ เมื่อเดือนกันยายน 2550 ซึ่งเกาหลีใต้จะช่วยเหลือในการเตรียมการตั้งตลาดหลักทรัพย์และฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ และขณะนี้รัฐบาลลาวอยู่ในระหว่างการเจรจาทำบันทึกความเข้าใจร่วมมือกันกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอีกด้วย
ภาคเศรษฐกิจที่มีทิศทางจะขยายตัวอย่างสำคัญที่สุดและทำรายได้ให้กับลาวมากขึ้น คือ อุตสาหกรรมเหมืองแร่และพลังงาน โดยตั้งแต่เริ่มดำเนินการมาในปี พ.ศ.2546 เหมืองเซโปน ที่แขวงสะหวันนะเขต สามารถผลิตทองคำได้แล้ว 44.33 ตัน จำหน่ายได้เป็นมูลค่า 365.66 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐฯ และในปีที่ผ่านมา เหมืองแห่งนี้ยังผลิตทองแดงจำหน่ายได้ 59,650 ตัน มูลค่า 423.81 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากนี้ยังมีเหมืองพูเบี้ย ที่ทำการผลิตทองคำจำหน่ายได้อีกด้วย สินแร่เหล่านี้จะเป็นสินค้าที่ลาวส่งออกเพิ่มขึ้นและเป็นแหล่งรายได้สำคัญ ช่วยเพิ่มดุลการค้าแก่ลาวได้ในอนาคต ปัจจุบัน รัฐบาลลาวอนุมัติโครงการทำเหมืองแร่แล้วกว่า 100 โครงการ โดยส่วนมากอยู่ในขั้นสำรวจ โดยมีทั้งการลงทุนจากจีน เวียดนาม และไทย เช่น บมจ. ผาแดงอินดัสตรี ซึ่งกำลังสำรวจแร่สังกะสีที่แขวงเวียงจันทน์ และเริ่มขุดค้นทองคำกับทองแดงที่สะหวันนะเขตแล้ว รวมถึงทองคำ ที่พูเบี้ยด้วย
ส่วนอุตสาหกรรมพลังงานก็จะมีความสำคัญมากขึ้นในระยะ 2 3 ปีข้างหน้า โดยไฟฟ้าจะเป็นสินค้าส่งออกที่สร้างรายได้ให้ลาวมากขึ้น เพราะการสร้างเขื่อนต่างๆ จะแล้วเสร็จ เริ่มผลิตกระแสไฟฟ้าได้ เช่น เขื่อนน้ำเทิน 2 และเขื่อนน้ำงึม 2 ซึ่งจะเริ่มส่งกระแสไฟฟ้าได้ในปี 2552 และ 2554 ตามลำดับ ในขณะเดียวกัน ลาวจะเริ่มส่งออกไม้ซุงน้อยลง เพราะมีนโยบายปิดป่าเพื่ออนุรักษ์ป่าไม้และสิ่งแวดล้อม จะให้ส่งออกได้เฉพาะไม้แปรรูป นโยบายเช่นนี้จะส่งผลกระทบให้การให้สัมปทานโครงการที่ใช้ที่ดินขนาดใหญ่เข้มงวดขึ้นด้วย
การผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรมเหมืองแร่เหล่านี้ จะช่วยให้เศรษฐกิจลาวขยายตัว ทั้งในด้านการค้าการส่งออก และการลงทุนจากต่างประเทศ ประกอบกับรายได้จากการท่องเที่ยว ซึ่งองค์การท่องเที่ยวแห่งชาติลาวตั้งเป้าหมายว่าจะดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนลาวในปี 2551 ได้มากกว่า 1 ล้านคน ทำรายได้ประมาณ 195 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เศรษฐกิจที่เติบโตเช่นนี้ ทำให้ลาวเตรียมปรับเพิ่มอัตราภาษีที่ดินบางประเภทเป็น 3 เท่า ในปีงบประมาณ 2550 2551 โดยพื้นที่เป้าหมายหลัก ได้แก่ เขตตัวเมืองในนครเวียงจันทน์ และแขวงอื่นๆ ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง ส่วนพื้นที่ทางการเกษตรจะเน้นเฉพาะแหล่งเพาะปลูกที่ให้ผลผลิตสูง หรือปลูกพืชเชิงพาณิชย์ เช่น กาแฟ นอกจากนี้ ที่ดินที่ไม่ใช้ประโยชน์จะถูกเพิ่มภาษีสูงสุดถึง 6 เท่า เพื่อเร่งกระตุ้นให้ใช้ประโยชน์
เศรษฐกิจที่เติบโตน่าจะทำให้รัฐบาลลาวมีงบประมาณมากขึ้นสำหรับการพัฒนาและลดความยากจน อันเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลาวมุ่งจะยกระดับการศึกษาและบริการสาธารณสุข เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้พร้อมรองรับภาคอุตสาหกรรมและบริการที่จะขยายตัวขึ้น รวมทั้งยังมุ่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเส้นทางคมนาคมด้วย เช่น การขยายทางรถไฟ การวางแผนสร้างท่าอากาศยานนานาชาติแห่งใหม่ ซึ่งในการแก้ไขปัญหาความยากจนนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ รัฐบาลลาวยังได้รับเงินช่วยเหลือจากธนาคารโลกเพิ่มเติมประมาณ 15 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งยังได้รับเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากรัฐบาลญี่ปุ่น ผ่านทาง Japanese Bank for International Cooperation (JBIC) อีกจำนวน 500 ล้านเยน ซึ่งนับเป็นเงินกู้งวดที่ 2
ขณะนี้ รัฐบาลลาวได้เร่งสร้างถนนหลายสายทั่วประเทศเพื่อเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งไทย เวียดนาม และจีน เพื่อรองรับยุทธศาสตร์การเป็น Land-linked country และเพื่อบูรณาการเศรษฐกิจลาวเข้ากับภูมิภาค อีกทั้งลาวยังมีแผนจะปฏิรูประบบการขนส่งเพื่อขจัดอุปสรรคในการขนส่งสินค้าของผู้ประกอบการทั้งในและนอกประเทศ ขณะนี้อยู่ระหว่างทดลองโครงการนำร่อง One Stop Service เพื่อแก้ปัญหาความซ้ำซ้อนในการตรวจสินค้าและเอกสารผ่านแดน โดยทดลองที่ชายแดนลาว เวียดนาม ก่อนจะขยายไปยังชายแดนไทยและจีนต่อไป อนึ่ง เส้นทางรถไฟสายแรกระหว่างไทย - ลาว ซึ่งเชื่อมต่อหนองคายกับแขวงเวียงจันทน์ใกล้คาดว่าจะเริ่มให้บริการได้ในเดือนเมษายน 2551 นี้ ในระยะแรกจะใช้ขบวนรถไฟของไทยก่อน
อย่างไรก็ตาม ลาวต้องพยายามพัฒนาอุตสาหกรรมด้านอื่นๆ ด้วย เพื่อลดการพึ่งพาจากสินค้าส่งออกบางรายการมากเกินไป หรือพยายามแปรรูปสินแร่เพื่อเพิ่มมูลค่า เพราะสินแร่ที่จะสร้างรายได้อย่างมากนี้ก็เป็นทรัพยากรที่หมดไปได้ และหากบริษัทต่างชาติที่ได้รับสัมปทานมิได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ ลาวก็จะไม่มีความเชี่ยวชาญที่จะดำเนินการเองโดยไม่พึ่งพิงต่างชาติ เช่นนี้ อุตสาหกรรมเกษตรน่าจะเป็นภาคส่วนที่มีประโยชน์ยั่งยืนในระยะยาวต่อลาว เพราะกว่า 1 ใน 3 ของรายได้มวลรวมชาติลาว ยังเป็นภาคการเกษตร
ปัญหาการระบาดของไข้หวัดนกในลาวทำให้เกิดปัญหาสินค้าบริโภคขาดแคลน มีราคาสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เนื้อหมู ไข่ และเนื้อสัตว์ปีก เนื่องจากลาวกำจัดสัตว์ปีกไปหลายหมื่นตัวในปี 2550 ทำให้ผลผลิตในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการตลาด ทั้งยังระงับการนำเข้าสัตว์ปีกจากไทยอีกด้วย การระบาดของเชื้อไข้หวัดนกครั้งใหม่ในพื้นที่ตอนเหนือจของลาวอาจทำให้ปัญหาเหล่านี้รุนแรงขึ้น
นอกจากนี้ รัฐบาลลาวยังต้องระวังปัญหาความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ เพราะแม้การเติบโตของอุตสาหกรรมเหมืองแร่และพลังงานจะทำให้ลาวได้ดุลการค้าและเศรษฐกิจเติบโต แต่ประชาชนส่วนใหญ่อาจไม่มีรายได้เพิ่มขึ้นจริง ในขณะที่ค่าครองชีพกลับสูงขึ้น ดังนั้น รัฐบาลลาวอาจต้องพยายามพัฒนาเสริมสร้างทักษะให้ประชาชนประกอบอาชีพที่มีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นแรงงานที่มีฝีมือ สามารถเป็นผู้ประกอบการรายย่อยได้
ในส่วนสถานะของไทยต่อเศรษฐกิจของลาว ไทยยังเป็นประเทศผู้รับซื้อไฟฟ้ารายใหญ่จากลาว ซึ่งทำให้ลาวเสียดุลการค้าไทยลดลง และทำให้ลาวกับไทยอยู่ในภาวะต้องพึ่งพิงกันมากขึ้น นั่นคือ ลาวได้รายได้จากไทย และไทยเองก็มีพลังงานไฟฟ้าใช้อย่างพอเพียง ส่วนสินค้าไทยนั้นยังคงครองตลาดลาวได้ ประชาชนลาวนิยมสินค้าไทยว่ามีคุณภาพและยังเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคระดับบน ถึงแม้จะได้รับผลกระทบจากสินค้าเลียนแบบของจีนและเวียดนามบ้างก็ตาม นอกจากนี้ ชาวลาวนิยมใช้บริการสาธารณสุขของไทยตามโรงพยาบาลเอกชนในจังหวัดชายแดนและใกล้เคียงแม้จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ามาก อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เริ่มมีภาคเอกชนจากจีน เวียดนาม มาเลเซีย เกาหลีใต้ ออสเตรีย และสเปน แสดงท่าทีสนใจลงทุนเปิดโรงพยาบาลเอกชนในลาวแล้ว ส่วนด้านการที่ลาวจะพัฒนาการท่องเที่ยว ไทยก็ได้ประโยชน์เช่นกัน เพราะเส้นทางบินตรงจากต่างประเทศไปลาวยังมีจำกัด ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องเดินทางผ่านไทย
แม้ไทยจะยังคงเป็นประเทศที่ลงทุนในลาวมากที่สุด อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา จีนและเวียดนามได้เริ่มขยายการลงทุนในลาวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีนเข้าไปลงทุนในอัตราสูง และคาดว่ามูลค่าการลงทุนรวมของจีนจะแซงหน้าไทยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า นอกเสียจากว่าจะมีบริษัทไทยไปลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลสูงเพิ่มขึ้น โอกาสที่สำคัญของเอกชนไทย คือการเข้าไปพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของลาว เช่น ถนน และ ท่าอากาศยานนานาชาติแห่งใหม่ ซึ่งก็ต้องแข่งขันประมูลกับบริษัทจากจีนและเวียดนามเช่นกัน อย่างไรก็ดี โดยรวมแล้ว ไทยยังคงเป็นประเทศที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจลาวมาก ในฐานะที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ลาวนำเข้าสินค้ามากที่สุด และมาลงทุนในลาวมากที่สุด ทั้งยังเป็นผู้ซื้อไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุด และมีทางรถไฟเชื่อมต่อกับทางรถไฟสายแรกของลาว ซึ่งจะเป็นช่องทางขนส่งสินค้าผ่านแดนที่สำคัญ ดังนั้น ไทยควรพยายามรักษาบทบาทต่อเศรษฐกิจลาวไว้ต่อไป และควรแสวงหาใช้โอกาสที่เอื้ออำนวย เข้าไปลงทุนด้านต่างๆ ในลาวมากขึ้น
----------------------------------
คลิกเพื่อดูเอกสารแนบ |