บทความ
ร่างกฎหมายแร่ฉบับใหม่และการประกอบธุรกิจแร่ใน สปป.ลาว


27 พฤษภาคม 2551
 
สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำ สปป.ลาว ณ กรุงเวียงจันทน์ รายงานว่า สปป.ลาวกำลัง ดำเนินการเพื่อออกกฎหมายแร่ฉบับใหม่ โดยกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ลาว ได้จัดการประชุม “Private Sector Participation o­n the Process of Drafting the Revised Mining Law” เพื่อให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน โดยเฉพาะผู้ประกอบธุรกิจแร่ที่เป็นคนลาวและต่างประเทศได้ร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมายแร่ฉบับใหม่ที่ สปป.ลาวได้รับความช่วยเหลือทางด้านการเงินและวิชาการจาก International Finance (IFC), World Bankโดยที่ประชุมได้ให้ความสำคัญในเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะเกิดกับผู้ประกอบการและความต้องการของรัฐบาล โดยผู้ประกอบการได้แสดงความกังวลว่า หากค่าใช้จ่ายสูง มีการเรียกเก็บเงินจากหลายหน่วยงานในแต่ละขั้นตอน ทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น และมีความยุ่งยาก ผู้ประกอบการอาจเลือกไปลงทุนประเทศอื่น ในส่วนของรัฐบาลเห็นว่ากฎหมายอาจเกี่ยวข้องและทับซ้อนกับกฎหมายของหน่วยงานอื่น ๆ ด้วย เป็นต้น

ดังนั้น กระทรวงพลังงานและบ่อแร่ จะพิจารณาทบทวนกฎหมายเป็นระยะ ๆ ก่อนเสนอร่างกฎหมายต่อสภาแห่งชาติลาวภายในธันวาคม 2551 เพื่อขอรับความเห็นชอบและนำออกใช้ต่อไป สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ประเมินว่าการเปลี่ยนแปลงกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการลงทุนในธุรกิจแร่อย่างยั่งยืน โดยนำปัจจัยสิ่งแวดล้อม สังคม ชีววิทยา ธรณีวิทยา มาพิจารณาด้วย และเป็นการปรับปรุงกฎหมายแร่ให้ได้มาตรฐานสากล แต่กฎหมายดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อผู้เข้าไปประกอบธุรกิจแร่ที่ สปป.ลาว รายใหม่ รวมทั้งผู้ที่เข้าไปประกอบการอยู่แล้ว อย่างไรก็ดี มีข้อบทในกฎหมายนี้ที่ระบุว่า จะไม่กระทบสิทธิในสัญญาที่ยังมีผลอยู่ และได้จัดทำก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้ ดังนั้น กฎหมายนี้ยังเอื้อประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการดังกล่าว สถานเอกอัครราชทูตฯ จึงได้เตือนภาคเอกชนไทยที่สนใจจะเข้าไปประกอบธุรกิจประเภทนี้ ให้ศึกษาและติดตามพัฒนาการกฎหมายแร่ฉบับใหม่ของ สปป.ลาวด้วย โดยสถานเอกอัครราชทูต ฯ จะติดตามความคืบหน้าต่อไป

สปป.ลาวอุดมไปด้วยแร่ธาตุหลายประเทศ ปัจจุบันมีผู้ลงทุนในธุรกิจแร่ที่แขวงต่าง ๆ ของ  สปป.ลาว 112 แห่ง เป็นของนักลงทุนลาว 43 แห่ง ของนักลงทุนต่างประเทศ 69 แห่ง จาก จีน เวียดนาม ไทย ออสเตรเลีย รัสเซีย เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ แคนาดา สหราชอาณาจักร และโปแลนด์ สปป.ลาว มีรายรับจากการลงทุนธุรกิจแร่ในปี 2548 เท่ากับ 3.08% ของ GDP และตั้งเป้าหมายว่าในปี 2553 จะมีรายรับจากการลงทุนธุรกิจนี้ 10% ของ GDP เนื่องจากการประกอบธุรกิจนี้สร้างรายได้ให้รัฐ สร้างงานให้ประชาชน จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและเป็นมาตรการนำ สปป.ลาวไปสู่การ “หลุดพันจากความยากจนภายในปี 2563 (ค.ศ. 2020)”

ที่มา : ศูนย์ปฏิบัติการร่วม ROC

ต่อมา เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2551 หนังสือพิมพ์ Vientiane Times หน้า 7 ได้จัดพิมพ์ข่าวเรื่องการประชุมฯ สรุปได้ว่า รัฐบาลและผู้ประกอบการต่างเห็นพ้องกันที่จะปรับปรุงกฎหมายแร่ โดยรัฐบาลจะนำเสนอร่างกฎหมายนี้ให้สภาแห่งชาติลาวพิจารณาภายในเดือนธันวาคม 2551 และสำหรับผู้ประกอบการก็ประสงค์จะให้แก้ไขกฏหมายในลักษณะต่างๆ ซึ่งรวมถึงการให้สิทธิบริษัทที่สำรวจพบแร่ เป็นบริษัทที่ได้รับสิทธิในการขุดค้นด้วย อย่างไรก็ดี ร่างกฎหมายนี้ยังต้องปรับปรุงเรื่องต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์เมื่อมีการนำใช้จริง ซึ่งอาจทำให้ผู้ประกอบการอาจรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจกับการที่รัฐบาลลาวพิจารณาทบทวน/แก้ไขกฎหมายนี้

ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 หนังสือพิมพ์ Vientiane Times หน้า 1 ได้จัดพิมพ์ข่าวเรื่องรัฐบาลขอให้นักธุรกิจมั่นใจเรื่องการประกอบธุรกิจแร่ในลาว ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตฯ ประเมินได้ว่า รัฐบาลประสงค์จะเพิ่มมูลค่าของธุรกิจในลาว และดึงดูดนักลงทุนให้มาดำเนินธุรกิจแร่ในลาว โดยแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะให้กฎหมายแร่ฉบับใหม่เป็นเครื่องอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน และรัฐบาลเองก็ตั้งใจที่จะพัฒนาการบริหารจัดการเรื่องการใช้ทรัพยากรให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น มีระบบการจดทะเบียน การขอใบอนุญาตในแต่ละขั้นตอน เมื่อขุดแร่ได้แล้ว จะนำไปใช้ในประเทศหรือส่งออกทันทีไม่ได้ ต้องแจ้งรัฐบาลและผ่านกระบวนการอนุญาตก่อนนำใช้ เป็นต้น

ที่มา : สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเวียงจันทน์

คลิกเพื่อดูเอกสารแนบ
[ Back On Top ]
ข้อมูลพื้นฐานประเทศสมาชิก
กัมพูชา
ลาว
พม่า
เวียดนาม
à·ÃÒ«Í¿µì