บทความ
รายงานเศรษฐกิจเวียดนาม 17-30 พฤศจิกายน 2551


รายงานความเคลื่อนไหวด้านเศรษฐกิจของเวียดนาม

วันที่ 17 – 30 พฤศจิกายน 2551

***********

เวียดนามลดอัตราดอกเบี้ย

ธนาคารแห่งชาติเวียดนามได้ตัดสินใจลดดอกเบี้ยพื้นฐาน (prime rate) จากร้อยละ 12 เหลือร้อยละ 11 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2551 ซึ่งนับเป็นการลดอัตราดอกเบี้ยพื้นฐาน ครั้งที่ 3 ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยช่วยให้ผู้ประกอบการ ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น

อัตราดอกเบี้ยหลักอื่นๆ ที่มีการปรับลดตามลงมาด้วย ได้แก่ อัตราดอกเบี้ย refinancing จากร้อยละ 13 เหลือร้อยละ 12 อัตราดอกเบี้ย discount rate จากร้อยละ 11 เหลือร้อยละ 10 และอัตราดอกเบี้ยข้ามคืนระหว่างธนาคาร จากร้อยละ 13 เหลือร้อยละ 12

การตัดสินใจดังกล่าวได้ทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในตลาดลดลงทันที 1 - 2.5 จุด โดยธนาคารต่างๆ เสนออัตราดอกเบี้ยเงินกู้แก่ลูกค้าระหว่างร้อยละ 12 – 16 ต่อปี ขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจและประวัติของลูกค้า ทั้งนี้ มีการคาดหมายกันในวงการธนาคารว่า มีแนวโน้มที่ธนาคารแห่งชาติเวียดนามจะลดอัตราดอกเบี้ยพื้นฐานลงอีกจนต่ำกว่าร้อยละ 10 ภายในสิ้นปี 2551

นาย Nguyen Van Giau ผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติเวียดนามเรียกร้องให้ธนาคารพาณิชย์ให้ความสำคัญต่อการให้สินเชื่อภาคการเกษตร ภาคการผลิต ผู้ส่งออก ผู้นำเข้าสินค้าจำเป็นบริษัทขนาดกลางและเล็ก โครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ดี –VNS 21/11/08

 

อัตราเงินเฟ้อในเวียดนามยังคงลดลง

สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนามเปิดเผยว่า ในเดือนพฤศจิกายน 2551 ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของเวียดนามลดต่ำกว่าเดือนก่อนหน้าร้อยละ 0.76 นับเป็นเดือนที่สองติดต่อกันที่ CPI ติดลบ อย่างไรก็ตาม หากนับจากเดือนพฤศจิกายน 2550 แล้ว CPI ของเวียดนามยังเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 23.25 ขณะเดียวกัน รายได้จากการส่งออกของเวียดนามก็ลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่สาม จาก 5.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนกันยายน 2551 เหลือ 5.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนตุลาคม 2551 และเหลือ 4.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนพฤศจิกายน 2551 โดยในระยะ 11 เดือนของปีนี้ เวียดนามมีรายได้จากการส่งออกรวม 5.85 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่

นำเข้า 7.54 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ – VNS 26/11/08

 

เวียดนามจะขึ้นภาษีส่งออกน้ำมันดิบและแร่ธาตุ

รายงานข่าวแจ้งว่า คณะกรรมการประจำ สภาแห่งชาติเวียดนาม ให้ความเห็นชอบข้อเสนอของรัฐบาลเวียดนามที่ให้ปรับเพดานอัตราภาษีส่งออกถ่านหินจากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 45 และน้ำมันดิบจากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 50 และแร่ธาตุอื่นๆ ได้แก่ เหล็ก ทองเหลือง ตะกั่ว สังกะสี เป็นร้อยละ 40 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 เพื่อลดปริมาณการส่งออกแร่ธาตุต่างๆ เนื่องจากความต้องการใช้สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นโดยลำดับ ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะเสนอรายละเอียดอัตราภาษีส่งออกแร่ธาตุดังกล่าวแต่ละรายการให้สภาแห่งชาติพิจารณาให้ความเห็นชอบภายในกลางเดือนธันวาคม 2551 – VNS 26/11/08

 

เวียดนามจะออกเลขประจำตัวผู้เสียภาษี

กระทรวงการคลังเวียดนามเปิดเผยว่า หลังจากที่จะมีการใช้กฎหมายภาษีรายได้ส่วนบุคคลฉบับใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 รัฐบาลเวียดนามจะออกเลขประจำตัวให้แก่ผู้เสียภาษีรายได้ส่วนบุคคลประมาณ 3 ล้านราย

ตามกฎหมายดังกล่าว ชาวเวียดนามและชาวต่างประเทศในเวียดนามที่มีรายได้ขั้นต่ำเดือนละ 240 ดอลลาร์สหรัฐจะต้องเสียภาษี โดยอัตราภาษีต่ำสุดคือ ร้อยละ 5 และสูงสุดคือ ร้อยละ 35 ขึ้นอยู่กับรายได้ โดยผู้มีรายได้ที่มีบุตรอายุต่ำกว่า 18 ปี หรือคู่สมรสที่ว่างงาน หรือบิดา/มารดาที่ว่างงานจะสามารถหักรายได้ได้คนละ 96 ดอลลาร์สหรัฐ

ทางการเวียดนามประเมินว่า ในระยะ 3 เดือนแรกของปี 2552 จะมีชาวเวียดนามขอจดทะเบียนเป็นผู้เสียภาษีประมาณ 15 ล้านคน – VNS 25/11/08

 

ผู้นำเข้าข้าวจากประเทศในแอฟริกาสนใจซื้อข้าวจากเวียดนาม

รายงานข่าวแจ้งว่า ผู้แทนจาก 14 ประเทศในแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตก ได้เดินทางเยือนนครโฮจิมินห์ และประชุมร่วมกับผู้ส่งออกข้าวเวียดนาม กัมพูชา และลาว เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 ภายใต้การดำเนินการขององค์การประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสโลก (OIF) และสถาบัน International Trade Center

ผู้บริหารหอการค้าและอุตสาหกรรมเวียดนาม (VCCI) กล่าวว่า แอฟริกาเป็นตลาดนำเข้าที่มีศักยภาพสำหรับเวียดนาม โดยในปีนี้เวียดนามส่งออกข้าวไปทวีปแอฟริกาแล้วประมาณ 1 ล้านตัน หรือ 1 ใน 4 ของยอดการส่งออกทั้งหมดของเวียดนาม อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังมีปัญหาด้านค่าขนส่ง การสั่งซื้อรายย่อย และการชำระเงินล่าช้า ทั้งสองฝ่ายจึงควรร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการหาแนวทางขจัดอุปสรรคเหล่านั้น รวมถึงลดต้นทุนในการค้าขายผ่านคนกลาง

ผู้แทนจากประเทศกินีบิสเซากล่าวว่า ที่ผ่านมา ประเทศของตนนำเข้าข้าวปีละ 70,000 ตัน ส่วนใหญ่เป็นข้าวจากไทยและอินโดนีเซีย แต่ปัจจุบันกำลังจะพิจารณานำเข้าข้าวครึ่งหนึ่งของความต้องการจากเวียดนาม เนื่องจากมีราคาถูกกว่า – VNS 26/11/08

 

ผลกระทบของราคาน้ำมันดิบลดลงต่อเวียดนาม

ประธานบริษัทนำเข้า-ส่งออกปิโตรเลียมแห่งชาติของเวียดนาม (Petrolimex) เปิดเผยว่า ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา เวียดนามส่งออกน้ำมันดิบรวม 10.43 ล้านตัน มีรายได้ 9.09 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 66 จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยน้ำมันดิบของเวียดนามขายได้ในราคาเฉลี่ย 116 ดอลลาร์สหรัฐ/บาเรล แต่หลังจากเดือนตุลาคม 2551 ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ลดลงเรื่อยๆ จนมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 50 ดอลลาร์สหรัฐ/บาเรล ซึ่งผู้ส่งออกเวียดนามก็ต้องยอมรับและเผชิญกับสภาพความเป็นไปในตลาด และอาจกระทบต่อเป้าการส่งออกน้ำมันดิบ รวมทั้งปีของเวียดนามบ้าง โดยคาดว่าจะส่งออกได้รวม 14.68 ล้านตัน หรือร้อยละ 94 ของเป้าที่ตั้งไว้ ซึ่งจะทำให้เวียดนามมีรายได้ 1.131 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือสูงกว่าเป้าหมายถึงร้อยละ 50

ในปี 2551 บริษัท PetroVietnam เปิดดำเนินการแหล่งน้ำมันใหม่ 5 แหล่ง รวมถึงแหล่ง Bach Ho (White Tiger) ซึ่งจะสามารถผลิตน้ำมันดิบได้ปีละ 3 ล้านตัน เพื่อเพิ่มสำรองน้ำมันให้เพียงพอสำหรับใช้ในโรงกลั่นน้ำมันที่จะเปิดดำเนินการเร็วๆ นี้ - VNS 27/11/08

 

สถานการณ์ภาคการผลิตของเวียดนาม

สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนามเปิดเผยว่า ผลผลิตอุตสาหกรรมของเวียดนามในเดือนพฤศจิกายน 2551 มีมูลค่า 3.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่สาม ทำให้ยอดรวมผลผลิตอุตสาหกรรมใน 11 เดือนแรกของปีนี้มีมูลค่า 3.64 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐขยายตัวร้อยละ 15.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2550 ซึ่งถือว่าต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเป็นผลผลิตจากโครงการลงทุนต่างชาติ มีมูลค่า 1.46 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาคเอกชนท้องถิ่น 1.276 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ รัฐวิสาหกิจเวียดนาม 8.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

สาเหตุหลักเป็นผลจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกทำให้ความต้องการสินค้าลดลง การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมหลายรายการที่มีการขยายตัวต่ำกว่าเป้า ได้แก่ น้ำตาล รถมอเตอร์ไซค์ กระดาษ ปุ๋ย เหล็ก น้ำมันดิบ ถ่านหิน และกระจก สำหรับผลผลิตอุตสาหกรรมที่ยังมีการขยายตัวสูงกว่าอัตราเฉลี่ย ได้แก่ รถบรรทุก รถโดยสาร เครื่องซักผ้า อาหารทะเลแปรรูป สิ่งทอ – VNS28/11/08

 

การท่องเที่ยวเวียดนามได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลก

สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนามเปิดเผยว่า ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2551 มีชาวต่างชาติเดินทางเยือนเวียดนามรวม 3.9 ล้านคน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปี 2550 เพียงร้อยละ 1.1 โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศในภูมิภาคยังคงมีอัตราการขยายตัวที่ดีเมื่อเทียบกับปี 2550 ได้แก่ จีน 14.7% สิงคโปร์ 14.3% ไทย 14% มาเลเซีย 13.5% ขณะที่นักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่นลดลง 5.9% เกาหลีใต้ลดลง 3.5% ไต้หวันลดลง 3.1% นอกจากนั้น นักท่องเที่ยวจากบรรดาประเทศที่มีรายได้สูง อาทิ สหรัฐฯ และแคนาดา ก็ลดลงมากพอสมควร ทำให้สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งเวียดนาม (VNAT) แสดงความรู้สึกวิตกอย่างมากต่อสถานการณ์ดังกล่าว เนื่องจากเวียดนามตั้งเป้าชาวต่างชาติที่เดินทางมาเยือนสำหรับปี 2551 ไว้ถึง 5 ล้านคนซึ่งในจำนวนนี้แบ่งเป็นนักท่องเที่ยว 3.6 ล้านคน ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้ที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา โรงแรมระดับดีจำนวนมากมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยเหลือเพียง 55% ขณะที่ในช่วงเดียวกันของปี 2550 มีถึง 50%

รัฐบาลเวียดนามได้อนุมัติงบประมาณ 1.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมถึงการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของเวียดนามทางช่อง BBC – VNS 28/11/08

 

โครงการสร้างสนามบินบนเกาะ Phu Quoc

นายกรัฐมนตรีเวียดนามกล่าวในพิธีเริ่มการก่อสร้างสนามบินระหว่างประเทศแห่งใหม่บนเกาะ Phu Quoc เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2551 ว่า โครงการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเวียดนาม

นายกรัฐมนตรีเวียดนามได้เรียกร้องให้ผู้พัฒนาโครงการ ได้แก่ บริษัท Southern Airports Corporation ของเวียดนามดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบการก่อสร้าง โดยเน้นคุณภาพและความคืบหน้าของโครงการ เพื่อให้เสร็จตามกำหนดในกลางปี 2555 และยังได้เรียกร้องให้หน่วยงานต่างๆ ในจังหวัด Kien Giang เร่งดำเนินงานตามแผนพัฒนาเกาะ Phu Quoc ซึ่งเป็นเกาะใหญ่ที่สุดของเวียดนาม (574 ตารางกิโลเมตร) ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักของประเทศภายในปี 2553

สนามบินดังกล่าวซึ่งมีขนาดพื้นที่ 905 เฮกตาร์ ใช้งบประมาณก่อสร้าง 970 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะสามารถรองรับเครื่องบินแบบโบอิ้ง 767 และ 747-400 รับผู้เดินทางได้ปีละ 7 ล้านคน และสินค้า 27,600 ตัน – VNS 24/11/08

 

การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติในเวียดนาม

กระทรวงการวางแผนและการลงทุนเวียดนามเปิดเผยว่า ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2551 เวียดนามได้อนุมัติโครงการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) รวม 6.009 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการลงทุนใหม่ 5.91 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และการลงทุนเพิ่มในโครงการที่ดำเนินการอยู่แล้ว 1.08 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ คาดว่ายอด FDI ในเวียดนามรวมทั้งปี 2551 จะสูงถึง 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม สำหรับการใช้จ่ายเงินลงทุน (disbursement) ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2551 ได้มีการใช้จ่ายเงินลงทุนแล้ว 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในสิ้นปีนี้ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 37 เมื่อเทียบกับปี 2550

สาขาการลงทุนที่ได้รับ FDI มากตามลำดับ ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง 3.25 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาคบริการ 2.62 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาคการเกษตร ป่าไม้ และประมง 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประเทศผู้ลงทุนรายใหญ่ในปีนี้ตามลำดับ ได้แก่ มาเลเซีย ไต้หวันและญี่ปุ่น จังหวัดที่ได้รับ FDI มากที่สุด ได้แก่ Ninh Thuan, Ba Ria-Vung Tau, Ho Chi Minh City

ทางการเวียดนามคาดว่า ในปี 2552 เวียดนามจะได้รับ FDI ประมาณ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า การใช้จ่ายเงินลงทุนน่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.2 - 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ – VNS 27/11/08

 

เวียดนามอาจเข้าร่วมโครงการท่อก๊าซเอเชีย

นาย Do Khang Ninh ประธานบริษัท PV Gas Corporation ในเครือของบริษัท PetroVietnam เปิดเผยว่า บริษัท PetroVietnam กำลังพิจารณาเข้าร่วมโครงการท่อก๊าซเอเชีย (tran-Asia gas pipeline) โดยปัจจุบันกำลังทำการศึกษาเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง

ปัจจุบัน บริษัท PetroVietnam กำลังดำเนินการก่อสร้างท่อก๊าซภายในประเทศเชื่อมโยง แหล่งก๊าซธรรมชาติ Nam Con Son ในทะเลทางใต้ของประเทศกับจังหวัด Ba Ria-Vung Tau ทั้งนี้ ปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติของเวียดนามมีน้อยกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ในอนาคต เวียดนามจะประสบปัญหาขาดแคลนพลังงานและจะต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ โดยคาดว่า นับจากในปี 2555 เป็นต้นไป เวียดนามต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติปีละไม่ต่ำกว่า 4-5 พันล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งบริษัท PetroVietnam ได้เริ่มเจรจากับบางประเทศแล้ว – VNS 17/11/08

 

สถานการณ์อุตสาหกรรมต่อเรือของเวียดนาม

ผู้เชี่ยวชาญที่เข้าร่วมการประชุมเกี่ยวกับอุตสาหกรรมต่อเรือที่เมืองไฮฟองเมื่อเร็วๆนี้ได้เสนอแนะให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต่อเรือของเวียดนามเร่งพัฒนาทรัพยากรบุคคลและอุตสาหกรรมสนับสนุน รวมถึง เหล็ก เหล็กกล้า เครื่องยนต์ การบริการขนส่งทางทะเล เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายการเพิ่มชิ้นส่วนภายในประเทศ (local content) และการเป็นประเทศผู้ต่อเรือใหญ่อันดับ 4 ของโลก โดยสถาบันการศึกษาต่างๆ จะต้องเพิ่มการผลิตบุคลากรด้านนี้ให้เพียงพอทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ โดยการสร้างความตกลงด้านการฝึกอบรมกับสถาบันการศึกษาต่างประเทศ ขณะเดียวกัน บริษัทผู้ต่อเรือต้องขยายความร่วมมือกับหุ้นส่วนต่างประเทศ

ปัจจุบัน บริษัทผู้ต่อเรือเวียดนามมีขีดความสามารถต่อเรือขนส่งสินค้าขนาดระวางขับน้ำ 53,000 ตัน เรือตู้สินค้า เรือบรรทุกน้ำมัน และเรือรบ แต่ส่วนใหญ่ยังใช้เทคโนโลยีล้าสมัย และมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เหมาะสม และการขาดแคลนทรัพยากรบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญ นอกจากนั้น ยังต้องนำเข้าวัสดุอุปกรณ์และเครื่องจักรถึง 90% ในการต่อเรือจากหลายประเทศ อาทิ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหภาพยุโรป ซึ่งเวียดนามแข่งขันกับผู้ผลิตเรือจากประเทศอื่นๆ ได้ยาก – VNS 18/11/08

 

แหล่งน้ำมันสำคัญของเวียดนามเริ่มการผลิต

บริษัท Cuu Long joint Operating Company เปิดเผยว่า แหล่งน้ำมัน Su Tu Vang (Golden Lion) ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่อันดับ 4 ของเวียดนาม ตั้งอยู่นอกฝั่งจังหวัด Ba Ria-Vung Tau ได้เริ่มการผลิตอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2551 โดยจะมีกำลังผลิตน้ำมันดิบได้ 100,000 บาเรล/วัน

แหล่งน้ำมันดังกล่าวอยู่ในกลุ่มของแหล่งน้ำมัน Block 15-1 ประกอบด้วยแหล่ง Su Tu Den (Black Lion) แหล่ง White Lion และแหล่ง Brown Lion ซึ่งในปีนี้ให้ผลผลิตน้ำมันดิบรวมกันแล้วกว่า 2.8 ล้านตัน

บริษัทร่วมทุน Cuu Long JOC ประกอบด้วยบริษัท PetroVietnam ร้อยละ 50 บริษัท Conoco Phillips ของอังกฤษ ร้อยละ 23.2 บริษัท Korea National Oil ร้อยละ 14.2 บริษัท SK Energy ของเกาหลีใต้ ร้อยละ 9 และบริษัท Geoperol SA ของโมนาโก ร้อยละ 3.5 – VNS20/11/08

 

สถานการณ์อุตสาหกรรมผลิตกระจกของเวียดนาม

รายงานข่าวแจ้งว่า สมาคมกระจกเวียดนาม (Vieglass) ได้มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเวียดนาม เสนอให้พิจารณาขึ้นภาษีนำเข้ากระจกที่ใช้ในโครงการก่อสร้างต่างๆ จากปัจจุบัน ร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 20 รวมทั้งลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงให้อยู่ในระดับเดียวกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมผลิตกระจกในประเทศ

ผู้ผลิตกระจกในประเทศกำลังเสียตลาดในประเทศให้แก่คู่แข่งจากประเทศอาเซียนอื่นๆ เนื่องจากประสบปัญหาสำคัญคือ น้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งคิดเป็นร้อยละ 40-50ของต้นทุนการผลิตกระจกมีราคาสูงกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค นอกจากนั้น ยังมีปริมาณกระจกคงค้างสูงถึง 30 ล้านตารางเมตร หรือร้อยละ 30 ของความสามารถในการผลิตรวมทั้งปีของประเทศ ซึ่งส่งผลให้ผู้ผลิตในประเทศหลายรายต้องลดหรือหยุดการผลิต ทั้งนี้ เป็นปัญหาที่คล้ายคลึงกับที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมผลิตเหล็กในประเทศที่ไม่สามารถแข่งขันกับเหล็กนำเข้าจากจีนได้ – VNS 20/11/08

 

โครงการลงทุนผลิตเหล็กขนาดใหญ่ในเวียดนามเริ่มการก่อสร้าง

รายงานข่าวแจ้งว่า โครงการร่วมลงทุนสร้างโรงงานผลิตเหล็กกล้าขนาดใหญ่ที่สุดของเวียดนาม มูลค่า 9.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่จังหวัด Ninh Thuan ในภาคกลางของเวียดนามระหว่าง Lion’s Group ของมาเลเซียซึ่งถือหุ้นร้อยละ 74 กับ Vietnam Shipbuilding Industry Corporation (Vinashin) ของเวียดนาม ได้เริ่มการก่อสร้างแล้ว เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2551

โครงการดังกล่าวซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ 1,650 เฮกตาร์บนบก และ 330 เฮกตาร์ในทะเล ได้รับใบอนุญาตดำเนินการระยะ 50 ปี และมีขีดความสามารถในการผลิตเหล็กกล้า 14.42 ล้านตันต่อปี และจ้างแรงงานจำนวน 50,000 อัตรา การก่อสร้างแบ่งเป็น 4 ระยะ โดยจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ในปี 2568 โครงการฯ จะช่วยให้ Vinashin สามารถบรรลุเป้าหมายการใช้สัดส่วนวัตถุดิบในประเทศสำหรับการต่อเรือให้ได้ร้อยละ 60 ภายในปี 2558 และยังจะช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมอื่นๆ ในประเทศอีกด้วย – VNS 24/11/08

 

สหรัฐฯ ยกเลิกการไต่สวนการทุ่มตลาดของสินค้าเสื้อผ้าจากเวียดนาม

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้ตัดสินใจยกเลิกการติดตามไต่สวนการทุ่มตลาดของสินค้าเสื้อผ้าจากเวียดนาม ตามที่ได้รับการร้องเรียนจากผู้ผลิตสินค้าเสื้อผ้าสหรัฐฯ หลังจากตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังรวม 18 เดือนและพบว่า ราคาจำหน่ายสินค้าดังกล่าวของเวียดนามอยู่ในระดับเดียวกับสินค้าประเภทเดียวกันที่นำเข้าจากประเทศอื่นๆ รวมถึงประเทศในอเมริกากลาง

เวียดนามเป็นผู้ส่งออกสินค้าสิ่งทอและเสื้อผ้าไปสหรัฐฯ รายใหญ่เป็นอันดับที่ 2 รองจากจีน โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2551 เวียดนามส่งสินค้าสิ่งทอและเสื้อผ้าไปสหรัฐฯ มูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้u3609 .ร้อยละ 22.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2550 โดยในปีนี้ เวียดนามตั้งเป้าว่าจะมีรายได้จากการส่งออกสินค้าสิ่งทอและเสื้อผ้ารวม 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่าครึ่งเป็นการส่งออกไปสหรัฐฯ – VNS 28/11/08

 

ผู้ผลิตสปริงของเวียดนามเผชิญปัญหาการส่งออกไปสหรัฐฯ

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามเปิดเผยว่า เมื่อปลายกลางเดือนพฤศจิกายน 2551 คณะกรรมการการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (ITC) ได้ประกาศผลการพิจารณาการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดต่อผลิตภัณฑ์สปริง (innersprings) ของเวียดนาม โดยระบุว่าสินค้าดังกล่าวจำหน่ายในราคาต่ำกว่าต้นทุนการผลิต โดยจะเริ่มเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดต่อสินค้าดังกล่าวตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2551

นอกจากเวียดนามแล้ว สินค้าดังกล่าวของจีนและแอฟริกาใต้ก็ถูกสอบสวนเช่นเดียวกัน โดยผลการสอบสวนพบว่า สปริงจากเวียดนามขายต่ำกว่ามูลค่าปกติร้อยละ 116.31 ขณะที่สปริงจากแอฟริกาใต้ขายต่ำกว่ามูลค่าปกติร้อยละ 234.51 – VNS 29/11/08

************

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย

 

[ Back On Top ]
ข้อมูลพื้นฐานประเทศสมาชิก
กัมพูชา
ลาว
พม่า
เวียดนาม
à·ÃÒ«Í¿µì