รายงานความเคลื่อนไหวด้านเศรษฐกิจของเวียดนาม
วันที่ 1 7 ธันวาคม 2551
***********
รัฐบาลเวียดนามประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 นายกรัฐมนตรีเวียดนามได้ประกาศมาตรการเร่งด่วนเพื่อป้องกันภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจและการชะลอตัวในภาคการผลิต ประกอบด้วยการใช้นโยบายด้านการเงินและการคลังที่ยืดหยุ่นมากขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการธุรกิจสามารถเข้าถึงแหล่งสินเชื่อได้ง่ายขึ้น การเสริมสร้างความมั่นคงทางสังคม โดยเฉพาะสำหรับคนจน การกระตุ้นการผลิตและส่งเสริมการส่งออก การเร่งปฏิรูประเบียบเพื่อส่งเสริมและเร่งการดำเนินโครงการลงทุนและการส่งเสริมอำนาจการใช้จ่ายของผู้บริโภค
ภาคการผลิตสินค้าที่สร้างรายได้จากการส่งออกให้แก่ประเทศเป็นจำนวนมาก ได้แก่ เหล็ก ซีเมนต์ ปุ๋ย กระดาษ อุตสาหกรรมด้านเคมี จะได้รับการดูแลและการกระตุ้นเป็นพิเศษ โดยกระทรวงการคลังจะจัดสรรงบประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากทุนสำรองระหว่างประเทศ สำหรับการดำเนินโครงการพัฒนาสำคัญและมีลำดับความสำคัญสูง และอีก 89 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับการขุดลอกคลองชลประทานในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำแดง ส่วนกระทรวงการวางแผนและการลงทุนจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งกระบวนการปฏิรูปและลดขั้นตอนระเบียบด้านการลงทุนต่างๆ
รัฐบาลกำลังพิจารณาลดภาษีเงินได้บริษัท และขยายระยะเวลาชำระภาษีให้แก่บริษัทต่างๆ รวมทั้งลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบบางรายการที่จำเป็นสำหรับการผลิตในประเทศ ธนาคารแห่งชาติเวียดนามจะให้ความสำคัญต่อการกำกับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศให้เอื้ออำนวยต่อการส่งออกและการควบคุมดุลการชำระเงินของประเทศ และเพิ่มมาตรการเฉพาะในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถเข้าถึงแหล่งสินเชื่อได้ง่ายขึ้น รวมทั้งผ่อนปรนระยะเวลาชำระเงินกู้แก่ชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ VNS 3/12/08
เวียดนามลดอัตราดอกเบี้ยอีก
เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ธนาคารแห่งชาติเวียดนามได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยพื้นฐาน(prime rate) ลงอีกครั้ง จาก 11% เหลือ 10% โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2551 ซึ่งนับเป็นการลดดอกเบี้ยหลัก ครั้งที่ 4 ในระยะ 2 เดือนที่ผ่านมา เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งกำลังชะลอตัวลงจากผลกระทบของวิกฤตการเงินโลก ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยหลักอื่นๆ ก็มีการลดลงด้วย ได้แก่ อัตราดอกเบี้ย refinancing และอัตราดอกเบี้ยชำระข้ามคืน จาก 12% เหลือ 11% อัตราดอกเบี้ยdiscount rate จาก 10% เหลือ 9%
การประกาศลดดอกเบี้ยดังกล่าวได้รับการตอบรับอย่างสูงจากภาคธุรกิจและธนาคาร โดยธนาคารพาณิชย์หลายแห่งพากันประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้เงินด่ง มาอยู่ระหว่าง 11 15% ต่อปี และเงินดอลลาร์สหรัฐมาอยู่ที่ 7-7.5% ต่อปี ขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจและประวัติลูกค้า รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า เวียดนามมีวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดเล็กที่จดทะเบียนรวม 349,000 ราย และในจำนวนนี้มี 163,000 รายกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ โดยจากรายงานการสำรวจของธนาคารแห่งชาติเวียดนามที่เผยแพร่เมื่อเดือนตุลาคม 2551 พบว่า คำขอกู้เงินจากธนาคารของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กเพียง 10% ที่ถูกปฏิเสธ ดังนั้น ต้นทุนของเงินจึงไม่ใช่ปัญหาในการดำเนินธุรกิจอีกต่อไป แต่ปัญหาหลักในปัจจุบันคือ การหาตลาด VNS3/12/08
การค้าปลีกในเวียดนามขยายตัวลดลง
สำนักงานสถิติแห่งชาติของเวียดนามเปิดเผยว่า การค้าปลีกและบริการของเวียดนามในเดือนพฤศจิกายน 2551 มีมูลค่า 5.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวจากเดือนก่อนหน้า 1.7% และในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2551 มีมูลค่ารวม 5.19 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 6.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2550
การขยายตัวที่ค่อนข้างต่ำดังกล่าวเป็นผลจาก 2 ปัจจัยสำคัญคือ (1) อำนาจการซื้อของคนเวียดนามลดลง และ (2) การรอเวลาจับจ่ายใช้สอยของคนเวียดนาม เนื่องจากคาดว่าราคาสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้า จะถูกลงในต้นปี 2552 หลังจากที่เวียดนามต้องดำเนินการตามพันธกรณีภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) VNS 4/12/08
เวียดนามส่งออกผลิตภัณฑ์ไม้เพิ่มขึ้นหลังเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO)
รายงานข่าวแจ้งว่า เวียดนามส่งออกผลิตภัณฑ์ไม้เพิ่มขึ้นหลังเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) โดยคาดว่า มูลค่าการส่งออกของปี 2551 จะสูงถึง 2,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น 28.6% จากปี 2549
ปัจจุบัน เวียดนามเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ไม้ใหญ่เป็นอันดับสองในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน โดยสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของเวียดนาม ตามด้วยสหภาพยุโรป และญี่ปุ่นเวียดนามมีบริษัทผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ไม้ประมาณ 2,500 บริษัท โดยมีต่างชาติเป็นเจ้าของ300 บริษัท
อุปสรรคที่บริษัทผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ไม้ของเวียดนามกำลังประสบอยู่คือ การที่ประเทศผู้นำเข้าต้องการเอกสารรับรองแหล่งกำเนิดของไม้ที่นำมาผลิตเป็นสินค้าต่างๆ การขาดแคลนแรงงานฝีมือ และวัตถุดิบ ซึ่งในปัจจุบัน วัตถุดิบในประเทศสามารถตอบสนองได้เพียง 20% ของความต้องการ และที่เหลือต้องนำเข้าจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งนับเป็นต้นทุนที่สูง นอกจากนี้ บริษัทผู้ผลิตของเวียดนามยังมีขนาดเล็ก ยากต่อการรับคำสั่งซื้อในปริมาณมากได้และยังขาดตราสินค้าของตัวเอง ทำให้ต้องพึ่งพาผู้กระจายสินค้าในการทำการตลาด
ผู้บริหารสมาคมสินค้าหัตถกรรมและผลิตภัณฑ์ไม้นครโฮจิมินห์ได้เสนอแนะแนวทางปรับปรุงและพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ไม้ของเวียดนาม อาทิ ความช่วยเหลือจากรัฐบาลในการพัฒนาแหล่งวัตถุดิบ การปล่อยสินเชื่อให้บริษัทผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ไม้ การตั้งศูนย์ซื้อขายใน 3 ตลาดสำคัญ เพื่อช่วยให้บริษัทผู้ผลิตและส่งออกสามารถเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบและร่วมกันรับคำสั่งซื้อได้ นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลเวียดนามช่วยส่งเสริมการขายและการทำวิจัยเพื่อหาตลาดใหม่ และสร้างตราสินค้า Made in Vietnam ให้เป็นที่นิยม
อีกทั้ง บริษัทผู้ผลิตและส่งออกรายย่อยควรรวมตัวกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและหลีกเลี่ยงการแข่งขันที่ไม่เป็นผลดีต่อภาพรวมของอุตสาหกรรม VNS 6/12/08
การประชุมกลุ่มประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือแก่เวียดนาม
รายงานข่าวแจ้งว่า ในการประชุมกลุ่มประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือแก่เวียดนามประจำปี 2551 จัดโดยกระทรวงวางแผนและการลงทุนเวียดนามร่วมกับสำนักงานธนาคารโลกประจำเวียดนาม เมื่อวันที่ 4-5 ธันวาคม 2551 ที่กรุงฮานอย บรรดาประเทศผู้ให้ได้ประกาศวงเงินช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา (ODA) แก่เวียดนาม สำหรับปี 2552 รวม 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ธนาคารโลกให้ความช่วยเหลือมากเป็นอันดับแรกที่ 1.66 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับที่สอง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) ที่ 1.57 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และสหภาพยุโรปให้ 893 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในครั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศระงับการให้เงินความช่วยเหลือและเงินกู้แก่เวียดนามในปี 2552 สืบเนื่องจากคดีคอรัปชั่นโครงการก่อสร้างถนนในนครโฮจิมินห์ ที่มีผู้บริหารโครงการชาวญี่ปุ่นออกมารับสารภาพว่า ได้จ่ายสินบนแก่เจ้าหน้าที่เวียดนามจำนวน 820,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยรัฐบาลญี่ปุ่นประกาศว่า จะให้เงินช่วยเหลือแก่เวียดนามอีกครั้งต่อเมื่อเวียดนามมีมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการคอรัปชั่นที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดี เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำเวียดนามกล่าวว่า รัฐบาลญี่ปุ่นยังให้ความสนใจต่อการลงทุนในเวียดนามในสาขาสำคัญ เช่น สาธารณูปโภคด้านการคมนาคม
รายงานข่าวเพิ่มเติมว่า แม้ตัวเลขการประกาศให้ความช่วยเหลือ ODA แก่เวียดนามสำหรับปี 2552 จะน้อยกว่าปี 2551 ซึ่งเป็นจำนวน 5.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็ยังนับได้ว่าเป็นจำนวนเงินความช่วยเหลือที่สูง เมื่อคำนึงถึงสภาพเศรษฐกิจโลกที่ซบเซาอยู่ในขณะนี้ ซึ่งถือเป็นการแสดงความเชื่อมั่นต่อเวียดนามของประชาคมระหว่างประเทศ
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ประเทศผู้ให้ได้เสนอให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาแก่เวียดนามรวม 1.36 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยได้มีการใช้จ่ายเพื่อดำเนินโครงการไปแล้วกว่า 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนใหญ่เป็นโครงการด้านการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน - VNS6/12/08
ความต้องการกระดาษของเวียดนามลดลง
สมาคมกระดาษและเยื่อกระดาษเวียดนามเปิดเผยว่า การผลิตกระดาษในเวียดนามลดต่ำลงอย่างรวดเร็วในระยะ 4 เดือนที่ผ่านมา จากระดับการผลิตสูงสุดในเดือนกรกฎาคม 2551 ที่127,000 ตัน หลังจากนั้น ได้ลดลง 90% ในเดือนสิงหาคม ลด 69% ในเดือนกันยายน ลด 55% ในเดือนตุลาคม และลด 31% ในเดือนพฤศจิกายน 2551 โดยเชื่อว่าการผลิตจะลดต่อไปในปี 2552
ขณะเดียวกัน ปริมาณกระดาษที่เหลือค้างอยู่ได้เพิ่มจาก 2,000 ตัน ในเดือนสิงหาคม 2551 เป็น 140,000 ตัน ในเดือนพฤศจิกายน 2551 นอกจากนั้น ปริมาณการส่งออกกระดาษไปต่างประเทศก็ลดลงเดือนละ 12,000 -15,000 ตัน มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2551
สถานการณ์ข้างต้นทำให้โรงงานผลิตกระดาษจำนวนมากต้องหยุดการผลิตหรือเลิกกิจการไป การลงทุนด้านการผลิตกระดาษและเยื่อกระดาษในเวียดนามรายใหม่ทั้งหมดได้ถูกระงับไปโดยปริยาย นอกจากนั้น การที่เวียดนามต้องลดภาษีนำเข้ากระดาษก็มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ในประเทศ โดยภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์กระดาษได้ลดจาก 5% เหลือ 0% ในส่วนของประเทศสมาชิกอาเซียน และจาก 12% เหลือ 7% ในส่วนของประเทศนอกกลุ่มอาเซียน ตั้งแต่เดือนกันยายน 2551 VNS 2/12/08
เวียดนามร่วมลงทุนด้านเหมืองแร่ทองคำในลาว
รายงานข่าวแจ้งว่า โครงการร่วมทุนสำรวจแร่ธาตุของบริษัท Sa Kay ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท Hong Quang Real Estate Investment and Works Construction ของเวียดนามในสัดส่วน 90% กับบริษัท Vientiane trade and Minerals ของลาว ได้รับใบอนุญาตดำเนินการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำและแร่ธาตุอื่นๆ ในเมือง Sang Thong แขวงเวียงจันทน์
โครงการดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ 385 เฮกตาร์ ใช้เงินลงทุน 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีเป้าหมายการผลิตเพื่อบริโภคในลาวและส่งออก โดยใบอนุญาตมีอายุ 10 ปี VNS 2/12/08
************
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย |