รายงานความเคลื่อนไหวด้านเศรษฐกิจของเวียดนาม
วันที่ 6 19 เมษายน 2552
***********
เวียดนามดำเนินนโยบายขาดดุลงบประมาณ
รายงานข่าวแจ้งว่า ในไตรมาสแรกของปี 2552 บริษัท PetroVietnam ส่งออกน้ำมันดิบได้ 4.3 ล้านตัน มูลค่า 1.53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 29% เมื่อเทียบกับไตรมาสสุดท้ายของปี 2551
นาย Phung Dinh Thuc รองประธาน PetroVietnam เปิดเผยว่า ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2552 บริษัทฯ ตั้งเป้าที่จะส่งออกน้ำมันดิบให้ได้ประมาณ 3.9 ล้านตัน มูลค่า 1.46 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นปริมาณที่ลดลง 5% และมูลค่าลดลง 9.3% จากไตรมาสแรกของปี 2552 ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกน้ำมันที่ลดลงเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่ตกต่ำลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ราคาเฉลี่ยที่ประมาณ 45 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อเทียบกับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2551 และ 66 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2551
นักวิเคราะห์กล่าวว่า การชะลอตัวของการส่งออกน้ำมันดิบอาจส่งผลให้รัฐบาลเวียดนามต้องปรับเพิ่มเพดานการขาดดุลงบประมาณในปี 2552 จากประมาณ 5% เป็น 8% ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ซึ่งนาย Dinh La Thang ประธานบริษัท PetroVietnam เสนอความเห็นว่า แม้รัฐบาลเวียดนามจะปรับเพดานการขาดดุลงบประมาณของปี 2552 เป็น 8% ของ GDP แล้ว ก็ยังไม่ใช่เรื่องง่ายที่รัฐบาลจะควบคุมการขาดดุลงบประมาณให้อยู่ในเพดานดังกล่าว เนื่องจากโดยปกติแล้วรายได้จากบริษัท PetroVietnam คิดเป็น 20-25% ของ GDP ของประเทศ Vietnam Investment Review 13 19/04/2009
รัฐบาลเวียดนามออกมาตรการกระตุ้นภาคการเกษตร
รายงานข่าวแจ้งว่า รัฐบาลเวียดนามกำลังเร่งพิจารณาโครงการกระตุ้นอุตสาหกรรมการเกษตรให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรเป็นหลัก โดยจะส่งเสริมการบริโภคผลผลิตในท้องถิ่น พร้อมกับการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตร ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ของประชากรส่วนใหญ่ (70%) ของประเทศ
กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามเปิดเผยว่า รัฐบาลจะใช้งบประมาณสนับสนุนโครงการดังกล่าว 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใต้มาตรการอุดหนุนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 4% ที่ธนาคารแห่งชาติเวียดนามประกาศใช้ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2552 โดยการพัฒนาการผลิตข้าวถือเป็นตัวแปรสำคัญ โดยในปี 2552 เวียดนามตั้งเป้าจะส่งออกข้าวให้ได้มากกว่า 5 ล้านตัน
นาย Cao Duc Phat รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบทเวียดนาม กล่าวว่า จะเสนอให้รัฐบาลเพิ่มเงินทุนในการก่อสร้างสาธารณูปโภคในชนบทขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัว จากที่ตั้งไว้ 226 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
รายงานข่าวแจ้งว่า โครงการกระตุ้นดังกล่าวมีเป้าหมายเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนในชนบท 1.6% และครัวเรือนในเมือง 0.38% เพื่อเป็นการกระตุ้นการบริโภค โดยคาดหมายจะก่อให้เกิดการจ้างงาน 1 ล้านอัตรา
การสำรวจของสถาบันการวิจัยการตลาด TNS แสดงให้เห็นว่า รายได้ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ครัวเรือนในชนบทของเวียดนามเพิ่มการบริโภคมากขึ้น ผลสำรวจพบว่า 95% ของครัวเรือนจะซื้อโทรทัศน์ และ 92% จะซื้อหม้อหุงข้าวไฟฟ้าเมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยในชนบท การบริโภคของประชากรคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 62.5% ของ GDP ของประเทศ ขณะที่มีปริมาณประชากรในการบริโภคสินค้ามากเป็นสามเท่าของในเมือง นอกจากนี้ ชนบทเวียดนามมีการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรที่มีรายได้ต่อเดือนมากกว่า 1.5 ล้านด่งอย่างต่อเนื่อง
รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า มีการคาดการณ์ว่า ในปี 2552 ภาคอุตสาหกรรมการเกษตรของเวียดนามจะขยายตัวเพียง 2.8% ลดจากในปี 2551 ซึ่งขยายตัว 4.1% - VNS 06/04/09
รัฐบาลเวียดนามให้ดอกเบี้ยเงินกู้อัตราพิเศษแก่เกษตรกร
รายงานข่าวแจ้งว่า รัฐบาลเวียดนามประกาศจะอุดหนุนดอกเบี้ยเงินกู้ทั้งหมดให้แก่เกษตรกรที่กู้เงินไปซื้อเครื่องจักร/อุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตด้านการเกษตร และอุดหนุนดอกเบี้ยเงินกู้ให้ 4% แก่นักลงทุนที่ต้องการกู้เงินไปซื้อวัสดุการก่อสร้างในพื้นที่ชนบท โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ไปจนถึงเดือนธันวาคม 2552 ทั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการลงทุนในประเทศ
รัฐบาลจะสนับสนุนเงินกู้ตามเงื่อนไขดังกล่าวข้างต้นในวงเกินไม่เกิน 5 ล้านด่ง (285 ดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับการซื้อคอมพิวเตอร์ และไม่เกิน 7 ล้านด่ง (400 ดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับวัสดุทางการเกษตรต่อพื้นที่ 1 เฮกตาร์ และไม่เกิน 50 ล้านด่ง (2,850 ดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับวัสดุก่อสร้าง โดยมีระยะเวลาการชำระคืนเงินกู้สำหรับซื้อวัสดุการเกษตรและคอมพิวเตอร์ไม่เกิน 24 เดือน และสำหรับซื้อปุ๋ย ยากำจัดศัตรูพืช วัสดุก่อสร้าง ไม่เกิน 12 เดือน โดยผู้กู้จะต้องมีถิ่นที่อยู่ตามกฎหมายในเวียดนาม และมีสัญญากู้เงินกับธนาคารพาณิชย์ในเวียดนาม และสินค้าที่จะซื้อจะต้องเป็นสินค้าที่ผลิตในเวียดนาม
รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกจำนวน 960.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้เริ่มมีการเบิกจ่ายแล้วตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2552 VNS 18/04/09
รัฐบาลเวียดนามปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ
รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2552 รัฐบาลเวียดนามได้ประกาศปรับอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำทั่วไปขึ้นเป็น 650,000 เวียดนามด่ง (ประมาณ 36.7 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อเดือน พร้อมทั้งยังปรับเพิ่มเงินบำนาญและเงินเบี้ยเลี้ยงจากสวัสดิการสังคม 5% โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2552 เป็นต้นไป อัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำที่ปรับใหม่นี้จะนำไปใช้วางแผนการประกันการว่างงานสำหรับแรงงานส่วนเกินที่เกิดจากนโยบายปรับการดำเนินกิจการของรัฐบาลในปี 2550 ด้วย
ทั้งนี้ หน่วยงานภาครัฐจะต้องลดรายจ่ายลงประมาณ 10% เพื่อนำไปเพิ่มค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำตอบสนองนโยบายดังกล่าว ขณะที่บริษัทเอกชนก็ต้องเร่งเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตของแรงงานเพื่อสร้างความมั่นใจในการปรับเพิ่มค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำครั้งนี้ด้วย VNS 06/04/09
อำนาจการซื้อของชาวเวียดนามอ่อนตัวลง
สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนามเปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2552 การค้าปลีกและการบริการรวมของเวียดนามมีมูลค่า 1.59 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 21.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2551 ซึ่งขยายตัว 30% โดยแนวโน้มการอ่อนตัวของการค้าและการบริการเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2551 และภาคที่เผชิญกับภาวะวิกฤตมากที่สุดคือ การค้าปลีก ร้านอาหารและโรงแรม
กลุ่มคนที่มีอำนาจการซื้อลดลงมากที่สุดคือ กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำซึ่งโดยปกติมีสัดส่วน 55% ของมูลค่าการค้าปลีกและการบริการรวมของประเทศ ทั้งนี้ รัฐบาลเวียดนามคาดหมายว่า มูลค่าการค้าปลีกและการบริการในปี 2552 จะขยายตัว 20-23% - VNS 13/04/09
การขาดดุลการค้าของเวียดนามลดลง
กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามคาดว่า ในปี 2552 เวียดนามจะขาดดุลการค้าประมาณ 9.15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจาก 17.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2551 โดยประเมินว่า จะมีการนำเข้ามูลค่า 80 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ใกล้เคียงกับในปี 2551 ขณะที่จะมีรายได้จากการส่งออก 70.85 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 13% จากปี 2551
มาตรการเข้มงวดของรัฐบาล อาทิ การเพิ่มอัตราภาษีการนำเข้าของสินค้าอุปโภคบริโภคหลายชนิด และการปรับอัตราแลกเปลี่ยนเงินด่งกับเงินดอลลาร์ซึ่งทำให้เงินด่งอ่อนค่าลง เป็นปัจจัยสำคัญในการลดปริมาณการนำเข้าและผลักดันให้ประชาชนหันมาบริโภคสินค้าที่ผลิตในประเทศมากขึ้น
ในไตรมาสแรกของปี 2552 สินค้าที่มีการนำเข้าลดลงมาก ได้แก่ เหล็กกล้า (ลดลง 71%) รถยนต์ (63.5%) ฝ้าย (59.2%) กระดาษ (34.4%) สารเคมีต่างๆ (31.3%) อะไหล่และอุปกรณ์รถยนต์ (30.2%) สินค้าอุปโภคบริโภค (20%) น้ำมันสำเร็จรูป (17.7%) และเสื้อผ้า (15.5%) Vietnam Investment Review 13 19/04/2009
การส่งออกผลผลิตทางการเกษตรและทางทะเลของเวียดนามในไตรมาสแรกของปี
กระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบทเวียดนามเปิดเผยว่า ในไตรมาสแรกของปี 2552 เวียดนามส่งออกผลผลิตทางการเกษตร สินค้าประมง และจากป่า ได้รวม 3.47 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 3.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2551 โดยแบ่งเป็นผลผลิตทางการเกษตร 1.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.28% สินค้าประมง 744 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 7 % และผลผลิตจากป่า 572 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 22.82%
รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า การส่งออกสินค้าเกษตรของเวียดนามยังคงขยายตัวในระดับที่ดีพอสมควร รวมถึงการส่งออกใบชาซึ่งในไตรมาสแรกของปีนี้ได้ส่งออกไปเป็นมูลค่า 29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2551 ทั้งนี้ เวียดนามส่งออกใบชามากเป็นลำดับที่ 5 ของโลก โดยส่งออกไปตลาดต่าง ๆ 110 แห่งทั่วโลกภายใต้เครื่องหมายการค้า Che Viet โดยในปี 2552 เวียดนามตั้งเป้าส่งออกใบชา 117,000 ตัน มูลค่า 176 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 13.6% จากปี 2551 VNS 08/04/2009
สินค้าอุปโภคและบริโภคของไทยสามารถเจาะตลาดเวียดนามได้มากขึ้น
รายงานข่าวแจ้งว่า ปัจจุบันสินค้านำเข้าจากไทยมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในตลาดเวียดนาม ขณะเดียวกันชาวเวียดนามก็มีแนวโน้มที่จะบริโภคสินค้าไทยมากกว่าสินค้าจีน เพราะเห็นว่าคุณภาพดีกว่าและราคาเหมาะสม
รายงานข่าวแจ้งว่า ในปัจจุบันสินค้านำเข้าจากไทยขยายตัว ทั้งในห้างสรรพสินค้าและตามตลาดทั่วไป แม้แต่ตลาดขายส่งที่เคยรับสินค้าจากจีนก็เปลี่ยนมาขายสินค้าไทยมากขึ้น เจ้าของร้านขายเครื่องกระเบื้องและเครื่องแก้วแห่งหนึ่งกล่าวว่า 90% ของสินค้าในร้านนำเข้าจากประเทศไทย จากการสำรวจพบว่า ถึงแม้ว่าราคาของสินค้าไทยจะสูงกว่าสินค้าจีนราว 20 % แต่ด้วยรูปลักษณ์และคุณภาพทำให้ดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคได้มากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าประเภทกระเป๋าและรองเท้าวัยรุ่นที่มีสีสันสดใส ประกอบกับฝีมืองานปราณีตทำให้ปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ท่ามกลางปริมาณการนำเข้าที่ลดลงของเวียดนามในสองเดือนแรกของปี 2552 ปริมาณการนำเข้าสินค้าอุปโภค บริโภคจากไทยกลับมีมูลค่าเท่า ๆ กับช่วงเดียวกันของปี 2551 แม้แต่ไอศครีม Wall ของไทยก็ยังสามารถบุกตลาดแข่งกับบริษัทไอศครีม Kinh Do ของเวียดนามได้
จากข้อมูลของบริษัทขนส่งสินค้าพบว่า ปริมาณสินค้านำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้นจาก 4,000 ตันในเดือนมกราคม 2552 เป็น 8,000 ตันในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 โดยส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค ผลไม้ เครื่องใช้ในครัวเรือน และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย เนื่องจากการนำเข้าสินค้าจากประเทศตะวันตก อาทิ อังกฤษและสหรัฐฯ กำลังชะลอตัวลง ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่าสินค้าจากไทยน่าจะหลั่งไหลเข้าสู่เวียดนามเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ บรรดาตัวแทนจำหน่ายในเวียดนามกล่าวว่า สินค้าจากไทยนั้นสามารถเข้าสู่เวียดนามได้หลายช่องทาง ทั้งถูกต้องตามกฎหมายและผิดกฎหมาย โดยสินค้าไทยส่วนใหญที่นำเข้ามาอย่างผิดกฎหมายจะลักลอบเข้าประเทศที่บริเวณชายแดนในแถบจังหวัดภาคกลางและภาคตะวันตกเฉียงใต้ของเวียดนาม
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเวียดนามได้เตือนประชาชนให้ระวังในเรื่องคุณภาพของสินค้าไทยบางชนิดที่มีการลักลอบนำเข้าโดยผิดกฎหมาย เช่น เครื่องสำอาง ขนมขบเคี้ยว บุหรี่ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น - VNS 06/04/09
จีนลดการนำเข้าสินค้าเกษตรจากเวียดนาม
รายงานข่าวแจ้งว่า ตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม 2552 จีนได้ลดปริมาณการนำเข้าสินค้าการเกษตรจากเวียดนามลงกว่าครึ่ง โดยในปัจจุบันผลผลิตทางการเกษตรแต่ละชนิด เช่น มันสำปะหลัง แป้งมัน ถั่วลิสง ถั่ว และงา ที่จีนนำเข้าจากเวียดนามลดลงจาก 1,500 ตัน เหลือเพียง 800 ตัน ทั้งนี้ สภาพเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกส่งผลกระทบต่อตลาดอุตสาหกรรมอาหารของจีนทำให้ต้องลดปริมาณการผลิต ส่งผลให้การนำเข้าวัตถุดิบจำพวกสินค้าเกษตรจากเวียดนามชะลอตัวลงไปด้วย ถึงแม้ว่าการค้าโดยรวมของสองประเทศในปี 2551 จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 2-3 ปีก่อนถึงเกือบ 30% โดยมีมูลค่าประมาณ 19.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐก็ตาม
รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า นอกจากการลดปริมาณการนำเข้าแล้ว รัฐบาลจีนยังออกนโยบายเพิ่มความเข้มงวดในการนำเข้าสินค้าเกษตรกรรมอีกด้วย สินค้าทุกชนิดที่จะนำเข้าจีนต้องมีการตรวจสอบคุณภาพ และมีบรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน โดยต้องระบุแหล่งผลิตและวันที่ในการผลิตอย่างชัดเจน ซึ่งตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2552 เป็นต้นไป ผลไม้สดทุกชนิดที่นำเข้าจีนต้องผ่านกระบวนการบรรจุภัณฑ์โดยผู้ประกอบการที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องเท่านั้น - VNS 06/04/09
เวียดนามชะลอเวลาส่งออกข้าว
รายงานข่าวแจ้งว่า สมาคมอาหารเวียดนามได้ขอให้กลุ่มผู้ส่งออกข้าวชะลอการส่งออกข้าวออกไป และอนุญาตให้มีการทำสัญญาส่งมอบข้าวได้เพียงในช่วงเดือนกรกฎาคม- กันยายน2552 เท่านั้น เนื่องจากสมาคมฯ ประเมินอุปสงค์ข้าวภายในประเทศแล้วพบว่า ในปี 2552 เวียดนามสามารถกันข้าวไว้สำหรับส่งออกได้ประมาณ 4.5 - 5 ล้านตัน ขณะที่เฉพาะในไตรมาสแรกของปี 2552 เวียดนามส่งออกข้าวไปแล้วถึง 1.7 ล้านตัน มูลค่า 785 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นปริมาณที่เพิ่มขึ้น 71.3% มูลค่าเพิ่มขึ้น 76.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2551 ด้วยเหตุนี้ ทำให้สมาคมฯ เห็นว่ากลุ่มผู้ส่งออกข้าวจะต้องชะลอเวลาส่งออก เพื่อให้สามารถส่งออกข้าวได้ตลอดทั้งปีตามสัญญาที่ทำไว้ เพื่อการนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามและกระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบทเวียดนามได้ตกลงอนุญาตให้มีการส่งออกข้าวรวมทั้งสิ้น 3.4 ล้านตันภายในสิ้นเดือนมิถุนายน 2552 จากที่ได้มีการทำสัญญาส่งออกไว้ 3.7 ล้านตัน ส่วนอีก 300,000 ตันจะกันไว้เพื่อส่งออกในช่วงครึ่งหลังของปี
นาย Nguyen Tri Ngoc อธิบดีกรมการเพาะปลูก กระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบทเวียดนามกล่าวว่า ด้วยข้อได้เปรียบทั้งทางด้านผลผลิตและราคา ทำให้คาดว่าภาคใต้ของเวียดนามซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจะเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงฤดูหนาว - ฤดูใบไม้ผลิได้อย่างน้อย 9.5 ล้านตันข้าวเปลือก โดยราคาข้าวหัก 5% ของเวียดนามอยู่ที่ 435-460 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน และราคาข้าวหัก 25% อยู่ที่ 400 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน การตัดสินใจของสมาคมฯ น่าจะเป็นประโยชน์แก่เกษตรกร เนื่องจากข้าวที่เก็บเกี่ยวในฤดูหนาว-ฤดูใบไม้ผลิมีคุณภาพดีกว่าผลผลิตข้าวในฤดูร้อน-ฤดูใบไม้ร่วง ดังนั้นจึงควรกันผลผลิตจากฤดูหนาว-ฤดูใบไม้ผลิไว้ผสมกับผลผลิตในฤดูถัดไปเพื่อให้ได้ราคาที่สูงขึ้น
รายงานข่าวแจ้งว่า การตัดสินใจดังกล่าวของสมาคมฯ อาจส่งผลกระทบในทางลบต่อเกษตรกร เนื่องจากในปัจจุบันเวียดนามกำลังได้เปรียบในการเก็บเกี่ยวผลผลิตเนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม และผลผลิตที่มีราคาสูง
นาย Vong Trong Nghia รองประธานคณะกรรมการประชาชนจังหวัด Dong Thap กล่าวว่า ปัญหาเรื่องสัญญาการส่งออกดังกล่าวจะทำให้เกษตรกรขายผลผลิตให้กับผู้ส่งออกไม่ได้ ทั้ง ๆที่เก็บเกี่ยวผลผลิตมาแล้ว เนื่องจากกลุ่มผู้ส่งออกต้องชะลอการส่งออกตามนโยบายของสมาคมฯ
นาย Diep Kinh Tan รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า ด้วยปัจจัยบวกต่าง ๆ เช่น สภาพภูมิอากาศ ปริมาณสำรองข้าวภายในประเทศที่เพียงพอต่อการเพิ่มการส่งออก ล้วนสนับสนุนให้ประเทศเวียดนามในฐานะประเทศส่งออกข้าวเป็นอันดับสองของโลกสามารถส่งออกข้าวได้ถึง 5 ล้านตันในปี 2552 เมื่อเทียบกับ 4.7 ล้านตัน ในปี 2551 The Vietnam Nation 13/04/2009
เวียดนามพิจารณาการนำเข้าทองคำ
รายงานข่าวแจ้งว่า ภาคเอกชนเวียดนามกำลังจับตามองว่ารัฐบาลเวียดนามควรจะอนุญาตให้มีการนำเข้าทองคำอีกครั้งหลังจากที่งดการนำเข้าตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2551 หรือไม่
เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2552 ราคาทองคำในตลาดโลกอยู่ที่ 880 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือประมาณ 18.89 ล้านด่งต่อตำลึง ขณะที่ราคาทองคำในตลาดเวียดนามอยู่ที่ 19.5 ล้านด่งต่อตำลึง ซึ่งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ราคาทองคำในประเทศมักจะสูงกว่าราคาทองคำในตลาดโลกประมาณ 500,000 600,000 ด่งต่อตำลึงเสมอ เนื่องจากอุปสงค์สูงกว่าอุปทานทองคำในตลาด อันเป็นผลจากการที่เวียดนามงดการนำเข้าทองคำ แต่ยังคงส่งออกทองคำตามปกติ
ในไตรมาสแรกของปี 2552 เวียดนามส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับทองคำมูลค่า 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ การที่เวียดนามระงับการนำเข้าทองคำทำให้ธุรกิจการส่งออกทองคำต้องพึ่งแหล่งทองคำที่อยู่ในมือของประชาชน เมื่อราคาทองคำพุ่งสูงขึ้น ประชาชนจำนวนมากพากันนำทองคำออกขาย เปิดโอกาสให้พ่อค้าทองคำฉวยโอกาสซื้อทองคำกักตุนไว้เพื่อการส่งออก และทำให้อุปทานทองคำต่ำลงเรื่อยๆ ส่งผลให้ราคาทองคำในประเทศยิ่งเพิ่มสูงขึ้น โดยราคาทองคำภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2552 ทำให้ช่องว่างระหว่างราคาทองคำในตลาดโลกกับราคาทองคำภายในประเทศยิ่งขยายตัวออกไปอีก
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนให้ความเห็นว่า ราคาทองคำที่แตกต่างกันมากเช่นนี้จะนำไปสู่ปัญหาการลักลอบนำทองคำเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมายที่รุนแรงขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาเวียดนามพบการลักลอบนำเข้าทองคำอย่างผิดกฎหมายจำนวนมากบริเวณชายแดนแถบตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ
นาย Nguyen Thanh Truc ผู้แทนบริษัท Silver and Gemstone Joint Stock กล่าวว่า รัฐบาลควรจะอนุญาตให้มีการนำเข้าทองคำเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดทองคำในประเทศ และลดราคาทองคำในประเทศให้ต่ำลง
นาย Huynh Trung Khanh ที่ปรึกษาสมาพันธ์ผู้ผลิตทองคำโลก ประจำเวียดนามกล่าวว่า ปัจจุบันราคาทองคำในประเทศที่สูงกว่าราคาทองคำในตลาดโลกถึง 2% เวียดนามจึงควรอนุญาตการนำเข้าทองคำอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเตือนว่า หากรัฐบาลอนุญาตให้นำเข้าทองคำ จะทำให้ราคาทองคำในประเทศลดต่ำลง และนักธุรกิจจะพากันลงทุนเก็งกำไรในธุรกิจทองคำจนส่งผลให้ธุรกิจอื่นประสบกับภาวะการขาดแคลนเงินทุน และส่งผลให้ประเทศขาดดุลการค้าอย่างแน่นอน VNS 13/04/2009
บริษัท Nike เลิกการผลิตของโรงงานที่นครโฮจิมินห์
บริษัท Nike ผู้ผลิตอุปกรณ์กีฬารายใหญ่ประกาศว่าจะระงับการผลิตของโรงงาน 3 แห่งในจีน และ 1 แห่งในเวียดนาม เพื่อปรับตัวรองรับกับปริมาณความต้องการในการบริโภคที่ลดลง
โรงงาน Samho ที่นครโฮจิมินห์ได้ผลิตรองเท้าให้กับบริษัท Nike มาตั้งแต่ปี 2538 ปัจจุบันมีแรงงานถึง 6,000 อัตรา โดยบริษัทจะหยุดสั่งผลิตจากโรงงานดังกล่าวในอีก 6 เดือนข้างหน้า และจะช่วยเหลือแรงงานทั้งหมดภายใต้กรอบของกฎหมายแรงงานและสัญญาว่าจ้างแรงงาน
บริษัทผลิตรองเท้าหลายแห่งในเวียดนามเปิดเผยว่า บริษัท Nike และบรรดาผู้นำเข้าชาวต่างชาติได้ลดการสั่งการผลิตลงถึง 15-30% ในปี 2552 โดยตัวแทนบริษัท Nike กล่าวว่า การยกเลิกการผลิตดังกล่าวจะส่งผลดีต่อเสถียรภาพของบริษัทและห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม บริษัท Nike กล่าวว่า จีนยังคงเป็นแหล่งผลิตขนาดใหญ่ โดยมีเวียดนาม อินโดนีเซีย ไทย และเกาหลีใต้เป็นส่วนสำคัญในการเจริญเติบโตของบริษัทต่อไป - VNS 06/04/09
ผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์เข้าพบนายกรัฐมนตรีเวียดนาม
เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2552 คณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีเวียดนาม ที่เมืองพัทยา เพื่อหารือเกี่ยวกับการลงทุนด้านธุรกิจการเกษตรของบริษัทซีพีในเวียดนาม
รายงานข่าวแจ้งว่า กลุ่มซีพีได้ทุ่มเงิน 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อลงทุนตั้งฟาร์มเลี้ยงสุกรและไก่ในเวียดนาม ซึ่งนายกรัฐมนตรีเวียดนามเห็นว่าเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจที่ชาญฉลาด เนื่องจาก 70% ของประชากรเวียดนามเป็นเกษตรกร VNS 11/04/09
การลงทุนสร้างอู่ซ่อมเรือขนาดใหญ่
รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2552 ได้มีพิธีเปิดโครงการสร้างอู่ซ่อมเรือขนาดใหญ่ของ Nosco-Vinalines มูลค่าการลงทุน 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในพื้นที่ 100 เฮกตาร์ ที่อำเภอ Yen Hung จังหวัด Quang Ninh โดยโครงการส่วนแรกจะแล้วเสร็จในปี 2554 และโครงการทั้งหมดกำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2556
อู่ซ่อมเรือดังกล่าวมีขีดความสามารถในการซ่อมเรือขนาดระวางขับน้ำ 70,000 100,000 ตัน และมีการจ้างงาน 700 - 800 อัตรา VNS 13/04/09
ผู้ใช้โทรศัพท์ในเวียดนามมีอัตราการขยายตัวสูง
กระทรวงข่าวสารข้อมูลและคมนาคมเวียดนามเปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2552 มีผู้ใช้เลขหมายโทรศัพท์ใหม่ในเวียดนามจำนวน 7.3 ล้านเลขหมาย หรือเพิ่มขึ้น 70.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2551 โดยในจำนวนนี้ เป็นโทรศัพท์ตามสาย 1 ล้านเลขหมาย หรือเพิ่มขึ้น 47.4% ทำให้ยอดผู้ใช้เลขหมายโทรศัพท์ในเวียดนามเพิ่มเป็น 86.8 ล้านเลขหมาย และมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 21.2 ล้านเลขหมาย
รายงานข่าวแจ้งว่า รายได้รวมของภาคโทรคมนาคมในช่วงไตรมาสแรกของปี 2552 สูงถึง 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 33.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2551 VNS 18/04/09
จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าเวียดนามลดลง
รายงานข่าวแจ้งว่า ในไตรมาสแรกของปี 2552 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศเวียดนาม 992,000 คน ลดลง 16% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2551 โดยนักท่องเที่ยวจากจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวันลดลงมากถึง 11-12% มีเพียงนักท่องเที่ยวจากสหรัฐฯ ออสเตรเลีย และแคนาดาที่เดินทางเข้าเวียดนามเพิ่มขึ้น
กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวเวียดนามได้ตัดสินใจใช้งบประมาณกว่า 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการส่งเสริมภาพลักษณ์ของเวียดนามผ่านสถานีโทรทัศน์ BBC ด้วยรายการสั้น 30 วินาที จำนวน 320 ครั้ง ถ่ายทอดเป็นเวลา 8 สัปดาห์ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 6 สัปดาห์ในยุโรป และ 6 สัปดาห์ในสหรัฐฯ นอกจากนั้น ยังจะส่งเสริมทางป้ายโฆษณาแท็กซี่ในกรุงลอนดอน
บริษัทท่องเที่ยวเวียดนามแห่งหนึ่งให้ความเห็นว่า ปัญหาสำคัญของการส่งเสริมการท่องเที่ยวเวียดนามคือการจัดการตลาดที่ไร้ประสิทธิภาพซึ่งส่งผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาของนักท่องเที่ยว โดยบริษัทฯ ค่อนข้างกังวลกับการตัดสินใจของรัฐบาลที่จะลงทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านสถานีโทรทัศน์ BBC เนื่องจากการดำเนินการลักษณะเดียวกันผ่านทางช่อง CNN ในครั้งก่อนก็ไม่ประสบผลตามที่คาดไว้ - VNS 07/04/2009
สายการบินเวียดนามเข้าร่วมกลุ่มพันธมิตรการบิน Skyteam
รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2552 สายการบินเวียดนามแอร์ไลน์ได้ลงนามสัญญาเบื้องต้นกับกลุ่มพันธมิตรการบินระดับโลก SkyTeam เพื่อเตรียมที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มฯ อย่างเต็มตัวในเดือนตุลาคม 2553 และสายการบินเวียดนามแอร์ไลน์จะเป็นสายการบินเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของกลุ่ม Skyteam
SkyTeam เป็นกลุ่มพันธมิตรการบินใหญ่อันดับสองของโลก ประกอบด้วยสายการบินนานาชาติ 10 สายการบิน คือ Aeroflot, Aeromexico, Air France, Alitalia, China Southern, Continental Airlines, Czech Airlines, Delta Air Lines, KLM Royal Dutch Airlines และ Korea Air และอีก 3 สายการบินที่เกี่ยวข้อง คือ Air Europe, Copa Airline (Panama) และ Kenya Airways โดยกลุ่มพันธมิตรนี้มีเครื่องบินทั้งหมด 2,500 ลำ ให้บริการ 16,700 เที่ยวบินต่อวัน มีปลายทางทั่วโลก 905 แห่ง และผู้โดยสาร 462 ล้านคนต่อปี
นาย Duong Tri Thanh ผู้แทนสายการบินเวียดนามแอร์ไลน์กล่าวว่า การเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มพันธมิตรการบิน SkyTeam จะทำให้กลุ่มฯ มีจุดหมายปลายทางเที่ยวบินเพิ่มขึ้น 50 แห่ง และเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นในสายการบินเวียดนามแอร์ไลน์อีกด้วย นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้สายการบินเวียดนามแอร์ไลน์ได้พัฒนาเทคโนโลยีและมาตรฐานในการให้บริการ ตลอดจนสร้างเครือข่ายให้กับสายการบินด้วย
รายงานข่าวแจ้งว่า ในปัจจุบัน สายการบินเวียดนามแอร์ไลน์ให้บริการ 64 เส้นทางการบิน มีจุดหมาย 20 แห่งภายในประเทศ และอีก 24 แห่งในต่างประเทศ มีเครื่องบิน 50 ลำ ให้บริการผู้โดยสารกว่า 9 ล้านคน โดยสายการบินเวียดนามแอร์ไลน์ได้เข้าเป็นสมาชิกสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) อย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2549 - VNS 16/04/2009
************
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย
www.thaibizvietnam.com |