บทความ
เอกชนขอรัฐบาลเปิดเพิ่มจุดผ่านแดนไทย-กัมพูชา


สระแก้ว มีเขตแดนติดกับประเทศกัมพูชายาววก่า 165 กิโลเมตร คนไทยและกัมพูชาเดินไปมาหากันได้สะดวก วิถีชีวิตประเพณีวัฒนธรรมไม่แตกต่างกันเสมือนพี่น้องถึงแม้จะมีการขัดแย้งระหว่างรัฐบาล แต่คนชายแดนด้าน จ.สระแก้ว ยังคงซื้อขายแบกเปลี่ยนสินค้ากันปกติ

เอกชนขอ “มาร์ค” เปิดเพิ่ม จุดผ่านแดน”ไทย-กัมพูชา”

           “ความหวัง” กู้วิกฤตเศรษฐกิจชาติ

ล่าสุด  เมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา ศานิตย์ นาคสุขศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วพร้อมหัวหน้าส่วนราชการและภาคเอกชน กว่า 80 คน ไปประชุมกับ นา ยองเอือน ผู้ว่าฯบันเตียเมียนเจย ที่ศาลากลางจังหวัดบันเตียเมียนเจย กัมพูชา ทำข้อตกลงและความร่วมมือทางการค้า ความมั่นคง การป้องกันการค้ายาเสพติด/ค้ามนุษย์ ค้าโบราณวัตถุ การศึกษา สาธารณสุข พร้อมตกลงร่วมกันให้มีการประชุมความร่วมมือทวิภาคี สระแก้ว-บันเตียเมียนเจยปีละ 2 ครั้ง โดยผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพ

            “ศานิตย์” เล่าว่า ที่ประชุมเห็นชอบร่วมกันให้เปิดจุดผ่อนปรน ต.โอไบเจือน จ.บันเตียเมียนเจย กับ ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว บริเวณหลักเขตแดนที่ 43 ให้เป็นจุดผ่านแดนแห่งใหม่ ซึ่งจะส่งผลให้การส่งออกเพิ่มมากขึ้น หลังเศรษฐกิจซบเซา และการส่งออกสู่กลุ่มประเทศอินโดจีนลดลงถึงร้อยละ25

 

            “ฝ่ายกัมพูชามีโครงการก่อสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษโอเนียง (Poupet Oneang special Economic Zone) ซึ่งผู้บริหารโครงการเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะชาวไทยให้ไปลงทุนผลิตสินค้าส่งออก ในพื้นที่ 2,700 ไร่ ซึ่งในอนาคตจะเป็นเขตอุตสาหกรรมที่น่าจะสดใสอีกแห่งหนึ่งของกัมพูชา พื้นที่อยู่ตรงข้ามกับบ้านป่าไร่ ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว บริเวณหลักเขตที่ 48-49 ซึ่งยังเป็นบริเวณที่มีปัญหาเรื่องเขตแดนไทยและกัมพูชา ยังไม่สามารถตกลงกันได้ ฝ่ายไทยจึงไม่สามารถเปิดจุดผ่านแดนเพื่อรองรับโครงการดังกล่าวของกัมพูชา หากมีการปักปันเขตแดนเสร็จเรียบร้อย โครงการดังกล่าวอาจบรรลุตามเป้าหมายได้” ศานิตย์กล่าว

 

            ถาวร ไทยจงรักษ์ นายด่านศุลกากรอำเภออรัญประเทศ กล่าวว่าการส่งออกสินค้าลดลงมากถึงร้อยละ 25-40 เนื่องจากกัมพูชาสั่งซื้อน้อยมากเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เช่น การส่งออกรถยนต์ ช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2551 ส่งออกเดือนละ 300 คัน แต่พฤษภาคม-มิถุนายน 2552 เป็นต้นมา รถยนต์ส่งออกเพียง 28 คัน เท่านั้น นับว่ายอดต่ำสุด ขณะนี้การส่งออกทรงตัว และคาดว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นเรื่อยๆ

 

 

            ด้าน ชัยชนะ หมายงาน นักธุรกิจนำเข้าส่งออก ชายแดน อ.อรัญประเทศ กล่าวถึงกรณีที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เชิญชวนให้นักลงทุนที่มีโครงการใหม่ๆ ที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลจะให้การสนับสนุนนั้น ว่าตนมีโครงการขอเปิดจุดผ่านแดนเพื่อขนถ่ายสินค้าที่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 5 ถนนศรีเพ็ญ ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ เพื่อลดการจราจรติดขัดที่ด่านคลองลึก-ปอยเปต

 

            “ผมจะยกที่ดินและสร้างถนนสาธารณประโยชน์ ให้กับทางราชการและปัจจุบันสร้างเรียบร้อยแล้ว ในขณะเดียวกันทางฝั่งกัมพูชาตรงข้ามกับหลักกิโลเมตรที่ 5 ถนนศรีเพ็ญ ได้สร้างถนนเจียซิม พร้อมที่จะเชื่อมต่อกับถนนฝั่งไทยได้ทันที ทั้งนี้ เพื่อลดความแออัดในการขนส่งบริเวณจุดผ่านแดนคลองลึก-ปอยเปต ซึ่งสามารถส่งออกไปได้เพียงร้อยละ 60 เท่านั้น หากมีการสร้างสถานีขนส่งสินค้าที่บริเวณหลักกิโลเมตรที่5 ถนนศรีเพ็ญ จะสามารถขนถ่ายสินค้าและเพิ่มการส่งออกสู่ประเทศกัมพูชาถึง 100% จึงวอนนายกรัฐมนตรีให้การสนับสนุนด้วย”

 

            ชัยชนะให้ข้อเสนออย่างน่าสนใจว่า หกมีการเปิดจุดผ่านแดนคู่ขนานกับจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก-ปอยเปต เพื่อใช้ในการขนถ่ายสินค้าเพียงอย่างเดียว ที่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 5 ถนนศรีเพ็ญ สู่ประเทศกัมพูชาและประเทศอื่นๆ ซึ่งอยู่ห่างจากตลาดโรงเกลือไปทางทิศเหนือเพียง 4 กิโลเมตรเท่านั้น จะทำให้ความแออัดและการจราจรข้ามแดนบริเวณด่านคลองลึก-ปอยเปต ลดลง

           

            “เนื่องจากปัจจุบันมีประชาชนทั้งชาวไทย ชาวกัมพูชาและชาวต่างชาติอื่นๆ ใช้เส้นทางด่านคลองลึก-ปอยเปต หลายหมื่นคนต่อวัน บริเวณสะพานมิตรภาพของด่านดังกล่าวเป็นคอคอดทำให้รถบรรทุกสินค้าผ่านเข้า-ออกไม่สะดวก เกิดความล่าช้ามาก ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยสู่อินโดจีน ลดปริมาณลงถึงร้อยละ 60

 

            “ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลควรให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง ตามที่รัฐบาลโฆษณาทางสื่อมวลชนเพียงแต่รัฐบาลต้องใจกว้าง ไม่ยึดติดกับคำให้การของหน่วยราชการบางส่วนที่พยายามขัดขวางการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจตามแนวชายแดนจนเป็นเหตุให้เศรษฐกิจตามแนวชายแดนเกือบจะล่มสลายนำไปสู่ความอดอยากของคนตามแนวชายแดนมากขึ้น”

 

            ชัยชนะระบุว่า ปัจจุบันการพัฒนาด้านเศรษฐกิจเพื่อปากท้องของประชาชน ไม่ควรอ้างความมั่นคงตามแนวชายแดนอย่างเดียว เพราะปัจจุบันไม่มีสงครามแล้ว หากต้องการให้เศรษฐกิจไทยรุดหน้าเทียบเท่าต่างประเทศ รัฐบาลควรให้เอกชนร่วมลงทุนด้วย

           

            และชัยชนะยังฝากคำแนะนำและเตือนสติไปยัง”รัฐบาลมาร์ค” ด้วยว่า

“หวังว่าการโฆษณาทางสื่อมวลชนกับโครงการดีๆ คงไม่เป็นหมัน อย่ามัวคิดแต่จะกู้เงินเขาเพียงอย่างเดียว ควรหาเงินเข้าประเทศ โดยไม่ต้องกู้เขาจะดีกว่า”

 

                   ที่มาจาก นสพ.มติชน ฉบับวันที่ 19.มิ.ย 2552

[ Back On Top ]
ข้อมูลพื้นฐานประเทศสมาชิก
กัมพูชา
ลาว
พม่า
เวียดนาม
à·ÃÒ«Í¿µì